|
| [๓] แล้วข้าพเจ้าก็หันหน้าไปหาพระเจ้า แสวงหาด้วยการอธิษฐานและการวิงวอน ทั้งด้วยการอดอาหาร และนุ่งห่มผ้ากระสอบและนั่งบนมูลเถ้า [๔] ข้าพเจ้าได้อธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของข้าพเจ้าและสารภาพว่า “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าผู้ใหญ่ยิ่งและที่น่าสะพรึงกลัว ผู้ทรงรักษาพันธสัญญาและความรัก มั่นคงต่อผู้ที่รักพระองค์และรักษาพระบัญญัติของพระองค์ [๕] ข้าพระองค์ทั้งหลายได้กระทำบาป และได้กระทำความผิด และได้ประกอบการอธรรมและการกบฏ หันเสียจากพระบัญญัติและกฎหมายของพระองค์ [๖] ข้าพระองค์มิได้ฟังบรรดาผู้เผยพระวจนะ ผู้รับใช้ของพระองค์ผู้กล่าวในพระนามของ พระองค์ต่อพระราชาของข้าพระองค์ทั้งหลาย ทั้งต่อเจ้านายบรรพบุรุษ และราษฎรทั้งสิ้น [๗] ข้าแต่พระเจ้า ความชอบธรรมเป็นของพระองค์ แต่ความขายหน้าควรแก่พวกข้าพระองค์ ดังทุกวันนี้ ที่ควรแก่คนยูดาห์ ชาวกรุงเยรูซาเล็ม และอิสราเอลทั้งหมด ทั้งผู้ที่อยู่ใกล้และอยู่ไกลออกไป ในแผ่นดินทั้งหลายซึ่งพระองค์ทรงขับไล่เขาไปนั้น เพราะความทรยศซึ่งเขาได้กระทำต่อพระองค์ [๘] ข้าแต่พระเจ้า ความขายหน้าควรแก่พวกข้าพระองค์ แก่พระราชาของข้าพระองค์ทั้งหลาย เจ้านาย และบรรพบุรุษ เพราะข้าพระองค์ทั้งหลายได้กระทำบาปต่อพระองค์ [๙] พระกรุณา และการอภัยโทษเป็นของพระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย เพราะว่าข้าพระองค์ทั้งหลายได้กบฏต่อพระองค์ [๑๐] และมิได้ฟังพระสุรเสียงของพระเยโฮวาห์พระเจ้า ของข้าพระองค์ ด้วยการกระทำตามบทบัญญัติของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงตั้งไว้ต่อหน้าข้าพระองค์ทั้งหลาย โดยบรรดาผู้เผยพระวจนะผู้รับใช้ของพระองค์ |
|
|
| [๕] ณ เวลาสักการบูชาตอนเย็นนั้น ข้าพเจ้าได้ลุกขึ้นจากการอดอาหาร มีเครื่องแต่งกาย และเสื้อคลุมของข้าพเจ้าฉีกขาด และข้าพเจ้าก็คุกเข่าลงและชู มือขึ้นต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้าพเจ้า [๖] และข้าพเจ้าทูลว่า “ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ละอายขวยเขินที่จะเงยหน้าหาพระองค์พระเจ้าของข้าพระองค์ เพราะว่าความบาปชั่วของข้าพระองค์ทั้งหลายขึ้นสูงกว่า ศีรษะของข้าพระองค์ และกรรมชั่วของข้าพระองค์ทั้งหลายกองขึ้นไปถึงฟ้าสวรรค์ [๗] ข้าพระองค์ทั้งหลายมีกรรมชั่วยิ่งใหญ่ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ของข้าพระองค์ทั้งหลาย จนถึงทุกวันนี้ และเพราะความบาปชั่วของข้าพระองค์ทั้งหลาย ข้าพระองค์ทั้งหลาย ทั้งบรรดาพระราชาของข้าพระองค์และบรรดาปุโรหิต ของข้าพระองค์ได้ถูกมอบไว้ในมือของบรรดา พระราชาแห่งแผ่นดินเหล่านั้น ให้แก่ดาบ แก่การเป็นเชลย แก่การปล้น และแก่การอดสูอย่างที่สุด อย่างทุกวันนี้ |
|
|
| [๒๘] และผู้เผยพระวจนะของแผ่นดินนั้น ก็ฉาบด้วยปูนขาวให้เขาเห็นนิมิตเท็จ และให้คำทำนายมุสาแก่เขา โดยกล่าวว่า ‘พระเจ้าตรัสดังนี้’ ในเมื่อพระเจ้ามิได้ตรัสเลย [๒๙] ราษฎรกระทำการบีบคั้นและกระทำโจรกรรม เออ เขาบีบบังคับคนยากจนและคนขัดสน และบีบคั้นผู้ที่อาศัยอยู่อย่างอยุติธรรม [๓๐] และเราก็แสวงหาสักคนหนึ่งในพวกเขาซึ่งจะสร้าง กำแพงและยืนอยู่ในช่องโหว่ต่อหน้าเราเพื่อแผ่นดินนั้น เพื่อเราจะมิได้ทำลายมันเสีย แต่ก็หาไม่ได้สักคนเดียว [๓๑] ฉะนั้นเราจึงเทความกริ้วของเราลงเหนือเขา เราได้เผาผลาญเขาด้วยเพลิงพิโรธของเรา เราจงลงทัณฑ์ตามการประพฤติของเขาเหนือ ศีรษะเขาพระเจ้าตรัสดังนี้แหละ” |
|
|
| [๒๘] และผู้เผยพระวจนะของแผ่นดินนั้น ก็ฉาบด้วยปูนขาวให้เขาเห็นนิมิตเท็จ และให้คำทำนายมุสาแก่เขา โดยกล่าวว่า ‘พระเจ้าตรัสดังนี้’ ในเมื่อพระเจ้ามิได้ตรัสเลย [๒๙] ราษฎรกระทำการบีบคั้นและกระทำโจรกรรม เออ เขาบีบบังคับคนยากจนและคนขัดสน และบีบคั้นผู้ที่อาศัยอยู่อย่างอยุติธรรม [๓๐] และเราก็แสวงหาสักคนหนึ่งในพวกเขาซึ่งจะสร้าง กำแพงและยืนอยู่ในช่องโหว่ต่อหน้าเราเพื่อแผ่นดินนั้น เพื่อเราจะมิได้ทำลายมันเสีย แต่ก็หาไม่ได้สักคนเดียว [๓๑] ฉะนั้นเราจึงเทความกริ้วของเราลงเหนือเขา เราได้เผาผลาญเขาด้วยเพลิงพิโรธของเรา เราจงลงทัณฑ์ตามการประพฤติของเขาเหนือ ศีรษะเขาพระเจ้าตรัสดังนี้แหละ” |
|
|
| [๑๑] ฝ่ายโมเสสก็วิงวอนกราบทูลพระเจ้าของท่านว่า “ข้าแต่พระเจ้า ไฉนพระองค์จึงทรงพระพิโรธต่อประชากรของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงนำออกมาจากแผ่นดินอียิปต์ ด้วยฤทธานุภาพอันใหญ่ยิ่ง และด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระองค์เล่า [๑๒] เหตุไฉนจะให้ชนชาวอียิปต์กล่าวว่า ‘พระองค์ทรงนำเขาออกมาเพื่อจะทรงทำร้ายเขา เพื่อจะประหารชีวิตเขาที่ภูเขาและทำลายเขาเสียจากแผ่นดิน’ ขอพระองค์ทรงหันกลับเสียจากความพิโรธอันแรงกล้าของ พระองค์ และทรงกลับพระทัยอย่าทำอันตรายแก่ประชากรของ พระองค์เอง [๑๓] ขอพระองค์ได้ทรงระลึกถึง อับราฮัม อิสอัค และอิสราเอลผู้รับใช้ของพระองค์เป็นผู้ซึ่ง พระองค์ได้ทรงปฏิญาณแก่เขาเหล่านั้นไว้ว่า ‘เราจะให้เชื้อสายของเจ้าทวีขึ้นดุจดวงดาว ในท้องฟ้า และแผ่นดินนี้ทั้งหมดซึ่งเราสัญญาไว้แล้ว เราจะยกให้แก่เชื้อสายของเจ้า และเขาจะรับไว้เป็นมรดกตลอดไป’ ” |
|
|
| [๓๑] โมเสสจึงกลับไปเฝ้าพระเจ้าทูลว่า “โอพระเจ้าข้า ประชากรนี้ทำบาปอันใหญ่ยิ่ง เขาทำพระด้วยทองคำสำหรับตัวเอง [๓๒] แต่บัดนี้ขอพระองค์โปรดยกโทษบาปของเขา ถ้าหาไม่ ขอพระองค์ทรงลบชื่อของข้าพระองค์ เสียจากทะเบียนที่พระองค์ทรงจดไว้” |
|
|
| [๑] ถ้อยคำของเนหะมีย์ บุตรฮาคาลิยาห์ อยู่มาในเดือนคิสเลฟ ในปีที่ยี่สิบขณะที่ข้าพเจ้าอยู่ในสุสาเมืองป้อม [๒] ฮานานีพี่น้องของข้าพเจ้าคนหนึ่งมาจาก ยูดาห์กับชายบางคน ข้าพเจ้าได้ไต่ถามถึงพวกยิวที่รอดตาย ผู้ซึ่งรอดพ้นจากการถูกกวาดไปเป็นเชลย และถามเรื่องเกี่ยวกับเยรูซาเล็ม [๓] เขาทั้งหลายพูดกับข้าพเจ้าว่า “ผู้ที่รอดตายซึ่งอยู่ในมณฑล คือผู้ซึ่งรอดพ้นจากการถูกกวาดไปเป็นเชลย มีความลำบากและความอับอายมาก กำแพงเมืองเยรูซาเล็มก็พังลง และประตูเมืองก็ถูกไฟทำลายเสีย” [๔] อยู่มาเมื่อข้าพเจ้าได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ ข้าพเจ้าก็นั่งลงร้องไห้และโศกเศร้าอยู่หลายวัน ข้าพเจ้าอดอาหารและอธิษฐานต่อพระเจ้าแห่ง ฟ้าสวรรค์เรื่อยมา [๕] ข้าพเจ้าทูลว่า “ข้าแต่พระเยโฮวาห์ พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ พระเจ้าผู้ใหญ่ยิ่ง และน่าเกรงกลัว ผู้ทรงรักษาพันธสัญญาและดำรง ความรักมั่นคงกับบรรดาผู้ที่รักพระองค์ และรักษาพระบัญญัติของพระองค์ [๖] ขอพระองค์ทรงเงี่ยพระกรรณฟัง และขอทรงลืมพระเนตรของพระองค์ดูอยู่ เพื่อจะทรงฟังคำอธิษฐานของผู้รับใช้ของพระองค์ ซึ่งข้าพระองค์ทูลอธิษฐานต่อพระองค์ ณ บัดนี้ทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อประชาชนอิสราเอลผู้รับใช้ของพระองค์ สารภาพบาปของประชาชนอิสราเอล ซึ่งข้าพระองค์ทั้งหลายได้กระทำบาปต่อพระองค์ ด้วยว่าข้าพระองค์กับตระกูลของข้าพระองค์ทำบาปแล้ว [๗] ข้าพระองค์ทั้งหลายประพฤติเลวทรามมาก และมิได้รักษาพระบัญญัติ กฎเกณฑ์ และกฎหมายซึ่งพระองค์ได้ทรงบัญชา ไว้กับโมเสสผู้รับใช้ของพระองค์ [๘] ขอพระองค์ทรงระลึกถึงพระวจนะ ซึ่งพระองค์ได้บัญชาไว้กับโมเสสผู้รับใช้ของพระองค์ว่า ‘ถ้าเจ้าทั้งหลายไม่ซื่อตรงต่อเรา เราจะกระจายเจ้าทั้งหลายไปในหมู่ชนชาติ ทั้งหลาย [๙] ถ้าเจ้ากลับมาหาเรา และรักษาบัญญัติของเรา และประพฤติตาม ถึงแม้ว่าพวกเจ้ากระจัดกระจายไปอยู่ใต้ฟ้าที่ไกลที่สุด เราจะรวบรวมเจ้ามาจากที่นั่น และนำเจ้ามายังสถานที่ซึ่งเราได้เลือกไว้ เพื่อกระทำให้นามของเรา ดำรงอยู่ที่นั่น’ [๑๐] เขาเหล่านี้ เป็นผู้รับใช้และเป็นประชากรของพระองค์ ผู้ซึ่งพระองค์ได้ทรงไถ่ไว้ ด้วยฤทธานุภาพยิ่งใหญ่ของพระองค์ และด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระองค์ [๑๑] ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเงี่ยพระกรรณฟังคำอธิษฐานของผู้รับใช้ของพระองค์ และต่อคำอธิษฐานของบรรดาผู้รับใช้ของพระองค์ ผู้ปีติยินดีที่ยำเกรงพระนามของพระองค์ ขอประทานความสำเร็จแก่ผู้รับใช้ของพระองค์ในวันนี้ และขอทรงโปรดให้เป็นที่ชอบในสายตาของชายคนนี้” ขณะนั้น ข้าพเจ้าเป็นพนักงานเชิญถ้วยเสวยของพระราชา |
|
|
| พระองค์จะไม่ทรงให้ข้าพระองค์ทั้งหลายฟื้นอีกหรือ เพื่อประชากรของพระองค์จะได้เปรมปรีดิ์ในพระองค์ |
|
|
| ที่สุดปลายทั้งสิ้นของแผ่นดินโลกจะจดจำ และหันกลับมายังพระเจ้า และตระกูลทั้งสิ้นของบรรดาประชาชาติ จะนมัสการต่อพระพักตร์พระองค์ |
|
|
| ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงสร้างใจสะอาดภายในข้าพระองค์ และฟื้นน้ำใจที่หนักแน่นขึ้นใหม่ภายในข้าพระองค์ |
|
|
| แล้วข้าพระองค์ทั้งหลายจะไม่หันกลับมาจากพระองค์ ขอทรงสงวนชีวิตข้าพระองค์ทั้งหลายไว้ แล้วข้าพระองค์ทั้งหลายจะทูลออกพระนามพระองค์ |
|
|
| ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ได้ยินกิตติศัพท์ของพระองค์ ข้าแต่พระเจ้า พระราชกิจของพระองค์นั้น ข้าพระองค์ยำเกรง พอถึงกลางยุคขอทรงรื้อฟื้นพระราชกิจนั้นขึ้นใหม่ พอถึงกลางยุคขอทรงแจ้งให้ทราบทั่วกัน เมื่อทรงกริ้ว ขอทรงระลึกถึงความกรุณา |
|
|
| องค์ผู้สูงเด่น คือผู้อยู่ในนิรันดร์กาล ผู้ทรงพระนามว่าบริสุทธิ์ ตรัสดังนี้ว่า “เราอยู่ในที่ที่สูงและบริสุทธิ์ และอยู่กับผู้ที่มีจิตใจสำนึกผิดและถ่อม เพื่อจะรื้อฟื้นจิตใจของผู้ใจถ่อม และรื้อฟื้นใจของผู้สำนึกผิด |
|
|
| ถ้าประชากรของเราผู้ซึ่งเขา เรียกกันโดยชื่อของเรานั้นจะถ่อมตัวลง และอธิษฐานและแสวงหาหน้าของเรา และหันเสียจากทางชั่วของเขา เราก็จะฟังจากสวรรค์ และจะให้อภัยแก่บาป ของเขาและจะรักษาแผ่นดินของเขาให้หาย |
|
|
| ท่านทั้งหลายจงเข้าใกล้พระเจ้า และพระองค์จะเสด็จมาใกล้ท่าน คนบาปทั้งหลายเอ๋ย จงชำระมือให้สะอาด และคนสองใจ จงชำระใจของตนให้บริสุทธิ์ |
|
|
| [๑๑] แล้วพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย กระดูกเหล่านี้คือพงศ์พันธุ์อิสราเอลทั้งสิ้น ดูเถิด เขาทั้งหลายกล่าวว่า ‘กระดูกของเราแห้ง และความหวังของเราก็สิ้นไป เราถูกทำลายเสียหมดจดทีเดียว’ [๑๒] เพราะฉะนั้น จงเผยพระวจนะและกล่าวแก่เขาว่า พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า “ดูเถิด โอ ประชากรของเราเอ๋ย เราจะเปิดหลุมฝังศพของเจ้า และยกเจ้าออกมาจากหลุมฝังศพของเจ้า และจะนำเจ้ากลับมายังแผ่นดินอิสราเอล [๑๓] โอ ประชากรของเราเอ๋ย เจ้าจะทราบว่า เราคือพระเจ้า ในเมื่อเราเปิดหลุมศพของเจ้า และยกเจ้าออกมาจากหลุมศพของเจ้า [๑๔] และเราจะบรรจุวิญญาณของเราไว้ในเจ้า และเจ้าจะมีชีวิต และเราจะวางเจ้าไว้ในแผ่นดินของเจ้า แล้วเจ้าจะทราบว่าเราคือพระเจ้าได้ลั่นวาจาแล้ว และเราได้กระทำ พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ” [๑๕] พระวจนะของพระเจ้ามายังข้าพเจ้าว่า |
|
|
| [๑๗] ‘พระเจ้าตรัสว่าในวาระสุดท้าย เราจะเทฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณของเราโปรดประทานแก่มนุษย์ทั้งปวง บุตราบุตรีของท่านทั้งหลายจะกล่าวคำพยากรณ์ คนหนุ่มของท่านจะเห็นนิมิต และคนแก่จะฝันเห็น [๑๘] ในคราวนั้น เราจะเทฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณของเราบนทาสทาสีของเรา และคนเหล่านั้นจะกล่าวคำพยากรณ์ |
|
|
| [๓] เพราะจะถึงเวลาที่คนจะทนต่อคำสอนที่มีหลักไม่ได้ แต่เขาจะรวบรวมครูไว้ให้สอนในสิ่งที่เขาชอบฟัง เพื่อบรรเทาความอยาก [๔] เขาจะเลิกฟังความจริง และจะหันไปฟังเรื่องนิยายต่างๆ |
|
|
| เหตุฉะนั้นจึงมีคำกล่าวว่า นี่แน่ะคนที่หลับอยู่ จงตื่นขึ้น และจงฟื้นขึ้นมาจากความตาย และพระคริสต์จะทรงส่องสว่างแก่ท่าน |
|
|
| แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้ |
|
|
| ฝ่ายเปโตรจึงกล่าวแก่เขาว่า “จงกลับใจใหม่และรับบัพติศมา ในพระนามแห่งพระเยซูคริสต์สิ้นทุกคน เพื่อพระเจ้าจะทรงยกความผิดบาปของท่านเสีย แล้วท่านจะได้รับพระราชทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ |
|
|
| [๑๙] เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงหันกลับและตั้งใจใหม่ เพื่อพระเจ้าจะทรงลบล้างความผิดบาปของท่านเสีย เพื่อวาระพักผ่อนหย่อนใจจะได้มาจากพระพักตร์พระเจ้า [๒๐] และเพื่อพระองค์จะได้ทรงใช้พระคริสต์ซึ่งกำหนดไว้แล้วนั้นมาเพื่อท่านทั้งหลาย คือพระเยซู [๒๑] พระองค์นั้นสวรรค์จะต้องรับไว้จนถึงวาระเมื่อสิ่งสารพัดจะตั้งขึ้นใหม่ ตามซึ่งพระเจ้าได้ตรัสไว้โดยปากบรรดาผู้เผยพระวจนะบริสุทธิ์ของพระองค์ตั้งแต่กาลโบราณมา |
|
|
| [๒๑] “แต่ถ้าคนอธรรมคนใดหันกลับเสีย จากบาปซึ่งเขาได้กระทำไปแล้วและรักษา กฎเกณฑ์ทั้งสิ้นของเรา และกระทำความยุติธรรมและความชอบธรรม เขาจะดำรงชีวิตอยู่แน่นอน เขาไม่ต้องตาย [๒๒] การทรยศใดๆ ซึ่งเขาได้กระทำแล้วนั้นจะมิได้จดจำไว้เพื่อเอาโทษเขา เขาจะมีชีวิตอยู่เพราะความชอบธรรมที่เขาได้กระทำไป [๒๓] พระเจ้าตรัสว่า เรามีความพอใจในความตายของคนอธรรมหรือ แต่เราพอใจให้เขากลับจากความชั่วของเขา และมีชีวิตอยู่มิใช่หรือ [๒๔] แต่เมื่อคนชอบธรรมหันกลับจากความชอบธรรมของตัว และกระทำความบาปชั่ว และกระทำสิ่งลามกเช่นเดียวกับที่คนอธรรมได้กระทำ ผู้นั้นสมควรจะมีชีวิตอยู่หรือ การชอบธรรมซึ่งเขาได้กระทำ มาแล้วนั้นจะมิได้จดจำไว้อีกเลย เขาจะต้องตายด้วยความทรยศ ซึ่งเขาได้กระทำไว้และบาปซึ่งเขาได้กระทำไป เขาจะต้องตาย [๒๕] “แต่เจ้ายังกล่าวว่า ‘วิธีการขององค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ยุติธรรม’ โอ พงศ์พันธุ์อิสราเอลเอ๋ย จงฟังเถอะ วิธีการของเราไม่ยุติธรรมหรือ วิธีการของเจ้ามิใช่หรือที่ไม่ยุติธรรม’ [๒๖] เมื่อคนชอบธรรมหันกลับจากความ ชอบธรรมของเขาและกระทำความชั่ว เขาจะต้องตายเพราะการนั้น เขาจะต้องตายด้วยเหตุความบาปชั่วที่เขาได้กระทำ [๒๗] และเมื่อคนอธรรมหันกลับจากความอธรรมที่ตนกระทำไป และกระทำความยุติธรรมและความชอบธรรม เขาก็ได้ช่วยชีวิตของเขาเองไว้ [๒๘] เพราะเขาได้ตรึกตรองและหันกลับจาก การทรยศซึ่งเขาได้กระทำไป เขาจะดำรงชีวิตอยู่แน่นอน เขาไม่ต้องตาย [๒๙] แต่พงศ์พันธุ์อิสราเอลกล่าวว่า ‘วิธีการขององค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ยุติธรรม’ โอ พงศ์พันธุ์อิสราเอลเอ๋ย วิธีการของเราไม่ยุติธรรมหรือ วิธีการของเจ้ามิใช่หรือที่ไม่ยุติธรรม [๓๐] “พระเจ้าตรัสว่า โอ พงศ์พันธุ์อิสราเอลเอ๋ย เพราะฉะนั้นเราจะพิพากษาเจ้าทุกคนตามทางประพฤติ ของคนนั้นๆ จงกลับใจและหันกลับเสียจากการกบฏทั้งสิ้นของเจ้า เกรงว่าความบาปชั่วของเจ้าจะเป็นสิ่งสะดุดให้เจ้าพินาศ [๓๑] จงละทิ้งการกบฏทั้งสิ้นซึ่งเจ้าได้กบฏต่อเรา จงทำตัวให้มีจิตใจใหม่และวิญญาณใหม่ โอ พงศ์พันธุ์อิสราเอลเอ๋ย เจ้าจะตายเสียทำไมเล่า [๓๒] พระเจ้าตรัสว่า เราไม่มีความพอใจในความตายของผู้หนึ่งผู้ใดเลย จงหันกลับและดำรงชีวิตอยู่” [๓๓] ฝ่ายเจ้าจงเปล่งเสียงร้องบทคร่ำครวญ เรื่องเจ้านายอิสราเอล |
|
|
| [๑๗] พระเจ้าตรัสว่า เรื่องอนาคตของเจ้ายังมีหวัง และลูกหลานของเจ้าจะกลับมายังประเทศของเขาเอง [๑๘] เราได้ยินเอฟราอิมคร่ำครวญว่า พระองค์ทรงตีสอนข้าพระองค์และข้าพระองค์ก็ถูกตีสอน อย่างลูกโคที่ยังไม่เชื่อง ขอทรงนำข้าพระองค์กลับ เพื่อข้าพระองค์จะได้กลับสู่สภาพเดิม เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของข้าพระองค์ [๑๙] เพราะหลังจากที่ข้าพระองค์หันไปเสียข้าพระองค์ก็กลับใจ และหลังจากที่ข้าพระองค์รับคำสั่งสอนแล้ว ข้าพระองค์ก็ทุบตีต้นขาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์อับอาย และข้าพระองค์ก็ขายหน้า เพราะว่าข้าพระองค์ได้ทนความหยามน้ำหน้า ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อยังหนุ่มอยู่ [๒๐] พระเจ้าตรัสว่า เอฟราอิมเป็นบุตรชายที่รักของเราหรือ เขาเป็นลูกที่รักของเราหรือ เพราะเราจะพูดกล่าวโทษเขาตราบใด เราก็ยังระลึกถึงเขาอยู่ตราบนั้น เพราะฉะนั้นจิตใจของเราจึงอาลัยเขา เราจะมีความกรุณาต่อเขาแน่ |
|
|
| [๑] ต่อจากอาบีเมเลคมีคนขึ้นมาช่วยกู้อิสราเอลชื่อโทลา บุตรชายของปูวาห์ ผู้เป็นบุตรของโดโดชนเผ่าอิสสาคาร์และเขาอยู่ที่เมือง ชามีร์ในแดนเทือกเขาเอฟราอิม [๒] ท่านวินิจฉัยอิสราเอลอยู่ยี่สิบสามปี แล้วท่านก็สิ้นชีวิต เขาฝังศพท่านไว้ที่เมืองชามีร์ [๓] ต่อมายาอีร์คนกิเลอาดได้ขึ้นมาและท่านวินิจฉัย อิสราเอลอยู่ยี่สิบสองปี [๔] ท่านมีบุตรสามสิบคน ขี่ลูกลาสามสิบตัว และมีเมืองอยู่สามสิบหัวเมือง เรียกว่าเมือง ฮาวโวทยาอีร์ จนทุกวันนี้ซึ่งอยู่ในแผ่นดินกิเลอาด [๕] ยาอีร์ก็สิ้นชีวิตถูกฝังไว้ที่เมืองคาโมน [๖] คนอิสราเอลก็กระทำชั่วในสายพระเนตรพระเจ้าอีก ไปปรนนิบัติพระบาอัลทั้งหลายและพวกพระอัชทาโรท พระของเมืองซีเรีย พระของเมืองไซดอน พระของเมืองโมอับ พระของคนอัมโมน พระของคนฟีลิสเตีย และเขาทั้งหลายละทิ้งพระเจ้าเสีย หาได้ปรนนิบัติพระองค์ไม่ [๗] และพระพิโรธของพระเจ้าก็พลุ่งขึ้นต่ออิสราเอล จึงทรงขายเขาไว้ในมือของคนฟีลิสเตีย และในมือของคนอัมโมน [๘] เขาได้ข่มเหงและบีบบังคับคนอิสราเอลในปีนั้น เขาได้บีบบังคับชนอิสราเอลฟากตะวันออกของ แม่น้ำจอร์แดนในแผ่นดินของคนอาโมไรต์ ซึ่งอยู่ในกิเลอาดสิบแปดปี [๙] ทั้งคนอัมโมนได้ข้ามแม่น้ำจอร์แดน ไปต่อสู้กับยูดาห์และต่อสู้กับเบนยามิน และต่อสู้กับพงศ์พันธุ์เอฟราอิม ดังนั้น อิสราเอลจึงเดือดร้อนอย่างยิ่ง [๑๐] และคนอิสราเอลร้องทุกข์ต่อพระเจ้าว่า “ข้าพระองค์ทั้งหลายได้กระทำบาปต่อพระองค์ เพราะว่าข้าพระองค์ได้ทอดทิ้งพระเจ้าของข้าพระองค์เสีย และปรนนิบัติบรรดาพระบาอัล” [๑๑] และพระเจ้าตรัสกับคนอิสราเอลว่า “เรามิได้ช่วยกู้เจ้าให้พ้นจากชาวอียิปต์ จากคนอาโมไรต์จากคนอัมโมน และจากคนฟีลิสเตียหรือ [๑๒] ทั้งคนไซดอน คนอามาเลข และชาวมาโอนได้บีบบังคับเจ้า เจ้าได้ร้องทุกข์ถึงเรา และเราได้ช่วยเจ้าให้พ้นมือเขาทั้งหลาย [๑๓] แม้กระนั้นเจ้าทั้งหลายยังได้ละทิ้งเรา และปรนนิบัติพระอื่น ฉะนี้เราจึงจะไม่ช่วยกู้เจ้าทั้งหลายอีกต่อไป [๑๔] จงไปร้องทุกข์ต่อพระซึ่งเจ้าทั้งหลาย ได้เลือกปรนนิบัตินั้นเถิดให้พระเหล่านั้น ช่วยกู้เจ้าในยามทุกข์เดือดร้อนนี้” [๑๕] และคนอิสราเอลกราบทูลพระเจ้าว่า “ข้าพระองค์ทั้งหลายได้กระทำบาปแล้ว ขอพระองค์ทรงกระทำแก่ข้าพระองค์ ตามที่พระองค์ทรงเห็นชอบ ข้าพระองค์ขอวิงวอนเพียง ว่าขอทรงช่วยข้าพระองค์ให้พ้นในวันนี้เถิด” [๑๖] ดังนั้นเขาทั้งหลายจึงเลิกถือพระอื่น และปรนนิบัติพระเจ้า ฝ่ายพระองค์ทรงเดือดร้อน พระทัยด้วยความทุกข์เข็ญของอิสราเอล [๑๗] ฝ่ายคนอัมโมนก็ถูกเรียกให้จับอาวุธ เขาได้ตั้งค่ายในกิเลอาด และคนอิสราเอลก็มาพร้อมกันตั้งค่ายอยู่ที่มิสปาห์ [๑๘] และประชาชน คือบรรดาประมุขของคนกิเลอาดพูดกันว่า “ผู้ใดที่จะเป็นคนแรกที่จะเข้าต่อสู้กับคนอัมโมน ผู้นั้นจะเป็นหัวหน้าของชาวกิเลอาดทั้งหมด” |
|
|
| ฉะนั้นข้าพระองค์จึงเกลียดตนเอง และกลับใจอยู่ในผงคลีและขี้เถ้า” |
|
|
| [๑๐] นาก็ร้าง พื้นดินก็เศร้าโศก เพราะข้าวถูกทำลายเสีย เหล้าองุ่นใหม่ก็ไม่มี น้ำมันก็ขาดมือไป [๑๑] ชาวนาทั้งหลายเอ๋ยจงงงงวยไปเถิด ผู้แต่งเถาองุ่นเอ๋ยจงคร่ำครวญ เนื่องด้วยข้าวสาลีและข้าวบารลี เพราะผลของนาก็ถูกทำลายไปหมด [๑๒] เถาองุ่นก็เหี่ยว ต้นมะเดื่อก็แห้งไป ต้นทับทิม ต้นอินทผลัม และต้นท้อ ต้นไม้ในนาทั้งสิ้นก็เหี่ยวไป ความยินดีก็ประลาตไป จากบรรดาบุตรของมนุษย์ [๑๓] ท่านปุโรหิตทั้งหลายเอ๋ย จงคาดเอวด้วยผ้ากระสอบและโอดครวญ ท่านผู้ปรนนิบัติที่แท่นบูชาจงคร่ำครวญ ท่านผู้ปรนนิบัติพระเจ้าของข้าพเจ้า จงเข้าไป สวมผ้ากระสอบนอนค้างคืนสักคืนหนึ่ง เพราะว่าธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชา ได้ขาดไปเสียจากพระนิเวศแห่งพระเจ้าของท่าน [๑๔] จงเตรียมตัวทำพิธีอดอาหาร จงเรียกประชุมตามพิธี จงรวบรวมบรรดาผู้ใหญ่ และชาวแผ่นดินทั้งสิ้น ไปยังพระนิเวศของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน และร้องทูลต่อพระเจ้า [๑๕] อนิจจาหนอวันนั้น เพราะวันแห่งพระเจ้าใกล้เข้ามาแล้ว วันนั้นจะมา เป็นการทำลายจากองค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ [๑๖] อาหารถูกกีดกันออกไป ต่อหน้าต่อตาของพวกเราแล้ว ความร่าเริงและความยินดี ก็ขาดไปจากพระนิเวศแห่งพระเจ้าของเราแล้ว มิใช่หรือ [๑๗] เมล็ดพืชก็แห้งตายอยู่ในดิน ฉางก็ร้างเปล่า ยุ้งก็หักพังลง เพราะว่าข้าวก็ม้านแล้ว [๑๘] สัตว์เดียรัจฉานร้องครวญครางแล้วหนอ ฝูงวัวก็สนเท่ห์ เพราะว่าไม่มีลานหญ้าให้มัน แม้ว่าฝูงแพะแกะก็อ่อนระอาไป [๑๙] ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ร้องทูลพระองค์ เพราะว่าไฟได้เผาผลาญ ทุ่งหญ้าแห่งถิ่นทุรกันดาร และเปลวไฟได้ไหม้ ต้นไม้ในทุ่งนาเสียหมดแล้ว [๒๐] ถึงแม้ว่าสัตว์ป่าก็ร้องทูลพระองค์ด้วย เพราะว่าน้ำในห้วยแห้งไป และไฟก็เผาผลาญ ทุ่งหญ้าแห่งถิ่นทุรกันดาร |
|
|
| [๙] ใครจะรู้ได้ พระเจ้าอาจจะทรงกลับและเปลี่ยนพระทัย คลายจากพระพิโรธอันรุนแรงเพื่อว่าเราจะมิได้พินาศ” [๑๐] เมื่อพระเจ้าทอดพระเนตรการกระทำของเขาแล้วว่า เขากลับไม่ประพฤติชั่วต่อไป พระเจ้าก็ทรงกลับพระทัย ไม่ลงโทษ ตามที่พระองค์ตรัสไว้ และพระองค์ก็มิได้ทรงลงโทษเขา |
|
|
| เราบอกท่านทั้งหลายว่า เช่นนั้นแหละ จะมีความปรีดีในสวรรค์ เพราะคนบาปคนเดียวที่กลับใจใหม่ มากกว่าเพราะคนชอบธรรมเก้าสิบเก้าคนที่ไม่ต้องการกลับใจใหม่ |
|
|
| และตรัสว่า “เวลากำหนดมาถึงแล้ว และแผ่นดินของพระเจ้าก็มาใกล้แล้ว จงกลับใจเสียใหม่ และเชื่อข่าวประเสริฐเถิด” |
|
|
| และได้รับบัพติศมา จากยอห์นในแม่น้ำจอร์แดน |
|
|
| [๒๐] แล้วพระองค์ก็ทรงตั้งต้นติเตียนเมืองต่างๆที่พระองค์ได้ทรงกระทำการมหัศจรรย์เป็นส่วนมาก เพราะเขามิได้กลับใจเสียใหม่ [๒๑] “วิบัติแก่เจ้าเมืองโคราซิน วิบัติแก่เจ้าเมืองเบธไซดา ถ้าการมหัศจรรย์ซึ่งได้กระทำท่ามกลางเจ้า ได้กระทำในเมืองไทระและเมืองไซดอน คนในเมืองทั้งสองคงได้นุ่งห่มผ้ากระสอบ นั่งบนขี้เถ้ากลับใจเสียใหม่นานมาแล้ว [๒๒] แต่เราบอกเจ้าว่า ในวันพิพากษา โทษเมืองไทระและเมืองไซดอน จะเบากว่าโทษของเจ้า [๒๓] และฝ่ายเจ้าเมืองคาเปอรนาอุม เจ้าจะถูกยกขึ้นเทียมฟ้าหรือ มิได้ เจ้าจะต้องลงไปถึงแดนคนตายต่างหาก ด้วยว่าการมหัศจรรย์ซึ่งได้กระทำในท่ามกลางเจ้านั้น ถ้าได้กระทำในเมืองโสโดม เมืองนั้นคงได้ตั้งอยู่จนทุกวันนี้ [๒๔] แต่เราบอกเจ้าว่าในวันพิพากษา โทษเมืองโสโดมจะเบากว่าโทษของเจ้า” |
|
|
| ด้วยว่าถึงเวลาแล้ว ที่การพิพากษาจะต้องเริ่มต้นที่ครอบครัวของพระเจ้า และถ้าการพิพากษานั้นเริ่มต้นที่พวกเราก่อน ปลายทางของคนเหล่านั้น ที่ไม่เชื่อฟังข่าวประเสริฐของพระเจ้าจะเป็นอย่างไร |
|
|
| และเมื่อท่านทั้งหลายได้ทนทุกข์อยู่ชั่วขณะหนึ่งแล้ว พระเจ้าผู้ทรงพระคุณล้ำเลิศ ผู้ได้ทรงเรียกให้ท่านทั้งหลายเข้าในศักดิ์ศรีนิรันดร์ในพระคริสต์ พระองค์เองก็จะทรงโปรดปรับปรุงท่านให้มั่นคง และมีกำลังขึ้น |
|
|
| และขอให้ตาใจของท่านสว่างขึ้น เพื่อท่านจะได้รู้ว่า ในการที่พระองค์ทรงเรียกท่านนั้น พระองค์ได้ประทานความหวังอะไรแก่ท่าน และรู้ว่า มรดกของพระองค์สำหรับธรรมิกชนมีสง่าราศีอันอุดมบริบูรณ์เพียงไร |
|
|
| อีกสองวันพระองค์จะทรงให้เราฟื้น พอถึงวันที่สามจะทรงยกเราขึ้น เพื่อเราจะดำรงอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์พระองค์ |
|
|
| พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า “ในเวลาโปรดปราน เราตอบเจ้าแล้ว ในวันแห่งความรอดเราได้ช่วยเจ้า เราได้ดูแลเจ้า และมอบให้เจ้า เป็นตัวพันธสัญญาของมนุษยชาติ เพื่อสถาปนาแผ่นดิน เพื่อจะให้รับที่ร้างเปล่าเป็นมรดก |
|
|
| ที่นั่นจะได้ยินเสียงบันเทิงและเสียง รื่นเริงและเสียงเจ้าบ่าวและเสียงเจ้าสาว และเสียงบรรดาคนเหล่านั้นที่ร้องเพลง ขณะที่เขานำเครื่องบูชาโมทนาพระคุณ มายังพระนิเวศของพระเจ้า ว่า ‘จงถวายโมทนาแด่พระเจ้าจอมโยธา เพราะพระเจ้าประเสริฐ เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงอยู่เป็น นิตย์ เพราะเราจะให้แผ่นดินนั้นกลับสู่สภาพเดิม พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ |
|
|
| ขอทรงคืนความชื่นบานในความรอดแก่ข้าพระองค์ และชูข้าพระองค์ไว้ด้วยเต็มพระทัย |
|
|
| พระองค์ผู้ทรงกระทำให้ข้าพระองค์ ประสบความทุกข์ยากลำบากเป็นอันมาก จะทรงรื้อข้าพระองค์ขึ้นมาอีก จากที่ลึกของโลก พระองค์จะทรงนำข้าพระองค์ขึ้นมาอีก |
|
|
| เหตุฉะนั้น เราจึงถูกฝังไว้กับพระองค์แล้ว โดยการรับบัพติศมาเข้าส่วนในการตายนั้น เพื่อว่าเมื่อพระคริสต์ได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตายโดยเดชพระสิริของพระบิดาแล้ว เราก็จะได้ดำเนินตามชีวิตใหม่ด้วยเหมือนกัน |
|
|
| [๒๐] เป็นไฉนพระองค์ทรงลืมพวกข้าพระองค์เสียเป็นนิตย์ เป็นไฉนได้ทรงทอดทิ้งพวกข้าพระองค์เสียนานดังนี้ [๒๑] ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงช่วยข้าพระองค์ให้กลับสู่พระองค์เถิด แล้วพวกข้าพระองค์จะกลับสู่พระองค์ ขอทรงฟื้นเดือนปีของข้าพระองค์ให้เหมือนดังก่อน |
|
|
| [๑๑] แล้วพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “บุตรแห่งมนุษย์เอ๋ย กระดูกเหล่านี้คือพงศ์พันธุ์อิสราเอลทั้งสิ้น ดูเถิด เขาทั้งหลายกล่าวว่า ‘กระดูกของเราแห้ง และความหวังของเราก็สิ้นไป เราถูกทำลายเสียหมดจดทีเดียว’ [๑๒] เพราะฉะนั้น จงเผยพระวจนะและกล่าวแก่เขาว่า พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า “ดูเถิด โอ ประชากรของเราเอ๋ย เราจะเปิดหลุมฝังศพของเจ้า และยกเจ้าออกมาจากหลุมฝังศพของเจ้า และจะนำเจ้ากลับมายังแผ่นดินอิสราเอล [๑๓] โอ ประชากรของเราเอ๋ย เจ้าจะทราบว่า เราคือพระเจ้า ในเมื่อเราเปิดหลุมศพของเจ้า และยกเจ้าออกมาจากหลุมศพของเจ้า [๑๔] และเราจะบรรจุวิญญาณของเราไว้ในเจ้า และเจ้าจะมีชีวิต และเราจะวางเจ้าไว้ในแผ่นดินของเจ้า แล้วเจ้าจะทราบว่าเราคือพระเจ้าได้ลั่นวาจาแล้ว และเราได้กระทำ พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ” [๑๕] พระวจนะของพระเจ้ามายังข้าพเจ้าว่า |
|
|
| [๑๗] ‘พระเจ้าตรัสว่าในวาระสุดท้าย เราจะเทฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณของเราโปรดประทานแก่มนุษย์ทั้งปวง บุตราบุตรีของท่านทั้งหลายจะกล่าวคำพยากรณ์ คนหนุ่มของท่านจะเห็นนิมิต และคนแก่จะฝันเห็น [๑๘] ในคราวนั้น เราจะเทฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณของเราบนทาสทาสีของเรา และคนเหล่านั้นจะกล่าวคำพยากรณ์ |
|
|
| [๓] เพราะจะถึงเวลาที่คนจะทนต่อคำสอนที่มีหลักไม่ได้ แต่เขาจะรวบรวมครูไว้ให้สอนในสิ่งที่เขาชอบฟัง เพื่อบรรเทาความอยาก [๔] เขาจะเลิกฟังความจริง และจะหันไปฟังเรื่องนิยายต่างๆ |
|
|
| เหตุฉะนั้นจึงมีคำกล่าวว่า นี่แน่ะคนที่หลับอยู่ จงตื่นขึ้น และจงฟื้นขึ้นมาจากความตาย และพระคริสต์จะทรงส่องสว่างแก่ท่าน |
|
|
| แต่ท่านทั้งหลายจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงเหล่านี้ให้ |
|
|
| ฝ่ายเปโตรจึงกล่าวแก่เขาว่า “จงกลับใจใหม่และรับบัพติศมา ในพระนามแห่งพระเยซูคริสต์สิ้นทุกคน เพื่อพระเจ้าจะทรงยกความผิดบาปของท่านเสีย แล้วท่านจะได้รับพระราชทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ |
|
|
| [๑๙] เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงหันกลับและตั้งใจใหม่ เพื่อพระเจ้าจะทรงลบล้างความผิดบาปของท่านเสีย เพื่อวาระพักผ่อนหย่อนใจจะได้มาจากพระพักตร์พระเจ้า [๒๐] และเพื่อพระองค์จะได้ทรงใช้พระคริสต์ซึ่งกำหนดไว้แล้วนั้นมาเพื่อท่านทั้งหลาย คือพระเยซู [๒๑] พระองค์นั้นสวรรค์จะต้องรับไว้จนถึงวาระเมื่อสิ่งสารพัดจะตั้งขึ้นใหม่ ตามซึ่งพระเจ้าได้ตรัสไว้โดยปากบรรดาผู้เผยพระวจนะบริสุทธิ์ของพระองค์ตั้งแต่กาลโบราณมา |
|
|
| [๒๑] “แต่ถ้าคนอธรรมคนใดหันกลับเสีย จากบาปซึ่งเขาได้กระทำไปแล้วและรักษา กฎเกณฑ์ทั้งสิ้นของเรา และกระทำความยุติธรรมและความชอบธรรม เขาจะดำรงชีวิตอยู่แน่นอน เขาไม่ต้องตาย [๒๒] การทรยศใดๆ ซึ่งเขาได้กระทำแล้วนั้นจะมิได้จดจำไว้เพื่อเอาโทษเขา เขาจะมีชีวิตอยู่เพราะความชอบธรรมที่เขาได้กระทำไป [๒๓] พระเจ้าตรัสว่า เรามีความพอใจในความตายของคนอธรรมหรือ แต่เราพอใจให้เขากลับจากความชั่วของเขา และมีชีวิตอยู่มิใช่หรือ [๒๔] แต่เมื่อคนชอบธรรมหันกลับจากความชอบธรรมของตัว และกระทำความบาปชั่ว และกระทำสิ่งลามกเช่นเดียวกับที่คนอธรรมได้กระทำ ผู้นั้นสมควรจะมีชีวิตอยู่หรือ การชอบธรรมซึ่งเขาได้กระทำ มาแล้วนั้นจะมิได้จดจำไว้อีกเลย เขาจะต้องตายด้วยความทรยศ ซึ่งเขาได้กระทำไว้และบาปซึ่งเขาได้กระทำไป เขาจะต้องตาย [๒๕] “แต่เจ้ายังกล่าวว่า ‘วิธีการขององค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ยุติธรรม’ โอ พงศ์พันธุ์อิสราเอลเอ๋ย จงฟังเถอะ วิธีการของเราไม่ยุติธรรมหรือ วิธีการของเจ้ามิใช่หรือที่ไม่ยุติธรรม’ [๒๖] เมื่อคนชอบธรรมหันกลับจากความ ชอบธรรมของเขาและกระทำความชั่ว เขาจะต้องตายเพราะการนั้น เขาจะต้องตายด้วยเหตุความบาปชั่วที่เขาได้กระทำ [๒๗] และเมื่อคนอธรรมหันกลับจากความอธรรมที่ตนกระทำไป และกระทำความยุติธรรมและความชอบธรรม เขาก็ได้ช่วยชีวิตของเขาเองไว้ [๒๘] เพราะเขาได้ตรึกตรองและหันกลับจาก การทรยศซึ่งเขาได้กระทำไป เขาจะดำรงชีวิตอยู่แน่นอน เขาไม่ต้องตาย [๒๙] แต่พงศ์พันธุ์อิสราเอลกล่าวว่า ‘วิธีการขององค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ยุติธรรม’ โอ พงศ์พันธุ์อิสราเอลเอ๋ย วิธีการของเราไม่ยุติธรรมหรือ วิธีการของเจ้ามิใช่หรือที่ไม่ยุติธรรม [๓๐] “พระเจ้าตรัสว่า โอ พงศ์พันธุ์อิสราเอลเอ๋ย เพราะฉะนั้นเราจะพิพากษาเจ้าทุกคนตามทางประพฤติ ของคนนั้นๆ จงกลับใจและหันกลับเสียจากการกบฏทั้งสิ้นของเจ้า เกรงว่าความบาปชั่วของเจ้าจะเป็นสิ่งสะดุดให้เจ้าพินาศ [๓๑] จงละทิ้งการกบฏทั้งสิ้นซึ่งเจ้าได้กบฏต่อเรา จงทำตัวให้มีจิตใจใหม่และวิญญาณใหม่ โอ พงศ์พันธุ์อิสราเอลเอ๋ย เจ้าจะตายเสียทำไมเล่า [๓๒] พระเจ้าตรัสว่า เราไม่มีความพอใจในความตายของผู้หนึ่งผู้ใดเลย จงหันกลับและดำรงชีวิตอยู่” [๓๓] ฝ่ายเจ้าจงเปล่งเสียงร้องบทคร่ำครวญ เรื่องเจ้านายอิสราเอล |
|
|
| [๑๗] พระเจ้าตรัสว่า เรื่องอนาคตของเจ้ายังมีหวัง และลูกหลานของเจ้าจะกลับมายังประเทศของเขาเอง [๑๘] เราได้ยินเอฟราอิมคร่ำครวญว่า พระองค์ทรงตีสอนข้าพระองค์และข้าพระองค์ก็ถูกตีสอน อย่างลูกโคที่ยังไม่เชื่อง ขอทรงนำข้าพระองค์กลับ เพื่อข้าพระองค์จะได้กลับสู่สภาพเดิม เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของข้าพระองค์ [๑๙] เพราะหลังจากที่ข้าพระองค์หันไปเสียข้าพระองค์ก็กลับใจ และหลังจากที่ข้าพระองค์รับคำสั่งสอนแล้ว ข้าพระองค์ก็ทุบตีต้นขาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์อับอาย และข้าพระองค์ก็ขายหน้า เพราะว่าข้าพระองค์ได้ทนความหยามน้ำหน้า ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อยังหนุ่มอยู่ [๒๐] พระเจ้าตรัสว่า เอฟราอิมเป็นบุตรชายที่รักของเราหรือ เขาเป็นลูกที่รักของเราหรือ เพราะเราจะพูดกล่าวโทษเขาตราบใด เราก็ยังระลึกถึงเขาอยู่ตราบนั้น เพราะฉะนั้นจิตใจของเราจึงอาลัยเขา เราจะมีความกรุณาต่อเขาแน่ |
|
|
| [๑] ต่อจากอาบีเมเลคมีคนขึ้นมาช่วยกู้อิสราเอลชื่อโทลา บุตรชายของปูวาห์ ผู้เป็นบุตรของโดโดชนเผ่าอิสสาคาร์และเขาอยู่ที่เมือง ชามีร์ในแดนเทือกเขาเอฟราอิม [๒] ท่านวินิจฉัยอิสราเอลอยู่ยี่สิบสามปี แล้วท่านก็สิ้นชีวิต เขาฝังศพท่านไว้ที่เมืองชามีร์ [๓] ต่อมายาอีร์คนกิเลอาดได้ขึ้นมาและท่านวินิจฉัย อิสราเอลอยู่ยี่สิบสองปี [๔] ท่านมีบุตรสามสิบคน ขี่ลูกลาสามสิบตัว และมีเมืองอยู่สามสิบหัวเมือง เรียกว่าเมือง ฮาวโวทยาอีร์ จนทุกวันนี้ซึ่งอยู่ในแผ่นดินกิเลอาด [๕] ยาอีร์ก็สิ้นชีวิตถูกฝังไว้ที่เมืองคาโมน [๖] คนอิสราเอลก็กระทำชั่วในสายพระเนตรพระเจ้าอีก ไปปรนนิบัติพระบาอัลทั้งหลายและพวกพระอัชทาโรท พระของเมืองซีเรีย พระของเมืองไซดอน พระของเมืองโมอับ พระของคนอัมโมน พระของคนฟีลิสเตีย และเขาทั้งหลายละทิ้งพระเจ้าเสีย หาได้ปรนนิบัติพระองค์ไม่ [๗] และพระพิโรธของพระเจ้าก็พลุ่งขึ้นต่ออิสราเอล จึงทรงขายเขาไว้ในมือของคนฟีลิสเตีย และในมือของคนอัมโมน [๘] เขาได้ข่มเหงและบีบบังคับคนอิสราเอลในปีนั้น เขาได้บีบบังคับชนอิสราเอลฟากตะวันออกของ แม่น้ำจอร์แดนในแผ่นดินของคนอาโมไรต์ ซึ่งอยู่ในกิเลอาดสิบแปดปี [๙] ทั้งคนอัมโมนได้ข้ามแม่น้ำจอร์แดน ไปต่อสู้กับยูดาห์และต่อสู้กับเบนยามิน และต่อสู้กับพงศ์พันธุ์เอฟราอิม ดังนั้น อิสราเอลจึงเดือดร้อนอย่างยิ่ง [๑๐] และคนอิสราเอลร้องทุกข์ต่อพระเจ้าว่า “ข้าพระองค์ทั้งหลายได้กระทำบาปต่อพระองค์ เพราะว่าข้าพระองค์ได้ทอดทิ้งพระเจ้าของข้าพระองค์เสีย และปรนนิบัติบรรดาพระบาอัล” [๑๑] และพระเจ้าตรัสกับคนอิสราเอลว่า “เรามิได้ช่วยกู้เจ้าให้พ้นจากชาวอียิปต์ จากคนอาโมไรต์จากคนอัมโมน และจากคนฟีลิสเตียหรือ [๑๒] ทั้งคนไซดอน คนอามาเลข และชาวมาโอนได้บีบบังคับเจ้า เจ้าได้ร้องทุกข์ถึงเรา และเราได้ช่วยเจ้าให้พ้นมือเขาทั้งหลาย [๑๓] แม้กระนั้นเจ้าทั้งหลายยังได้ละทิ้งเรา และปรนนิบัติพระอื่น ฉะนี้เราจึงจะไม่ช่วยกู้เจ้าทั้งหลายอีกต่อไป [๑๔] จงไปร้องทุกข์ต่อพระซึ่งเจ้าทั้งหลาย ได้เลือกปรนนิบัตินั้นเถิดให้พระเหล่านั้น ช่วยกู้เจ้าในยามทุกข์เดือดร้อนนี้” [๑๕] และคนอิสราเอลกราบทูลพระเจ้าว่า “ข้าพระองค์ทั้งหลายได้กระทำบาปแล้ว ขอพระองค์ทรงกระทำแก่ข้าพระองค์ ตามที่พระองค์ทรงเห็นชอบ ข้าพระองค์ขอวิงวอนเพียง ว่าขอทรงช่วยข้าพระองค์ให้พ้นในวันนี้เถิด” [๑๖] ดังนั้นเขาทั้งหลายจึงเลิกถือพระอื่น และปรนนิบัติพระเจ้า ฝ่ายพระองค์ทรงเดือดร้อน พระทัยด้วยความทุกข์เข็ญของอิสราเอล [๑๗] ฝ่ายคนอัมโมนก็ถูกเรียกให้จับอาวุธ เขาได้ตั้งค่ายในกิเลอาด และคนอิสราเอลก็มาพร้อมกันตั้งค่ายอยู่ที่มิสปาห์ [๑๘] และประชาชน คือบรรดาประมุขของคนกิเลอาดพูดกันว่า “ผู้ใดที่จะเป็นคนแรกที่จะเข้าต่อสู้กับคนอัมโมน ผู้นั้นจะเป็นหัวหน้าของชาวกิเลอาดทั้งหมด” |
|
|
| ฉะนั้นข้าพระองค์จึงเกลียดตนเอง และกลับใจอยู่ในผงคลีและขี้เถ้า” |
|
|
| [๑๐] นาก็ร้าง พื้นดินก็เศร้าโศก เพราะข้าวถูกทำลายเสีย เหล้าองุ่นใหม่ก็ไม่มี น้ำมันก็ขาดมือไป [๑๑] ชาวนาทั้งหลายเอ๋ยจงงงงวยไปเถิด ผู้แต่งเถาองุ่นเอ๋ยจงคร่ำครวญ เนื่องด้วยข้าวสาลีและข้าวบารลี เพราะผลของนาก็ถูกทำลายไปหมด [๑๒] เถาองุ่นก็เหี่ยว ต้นมะเดื่อก็แห้งไป ต้นทับทิม ต้นอินทผลัม และต้นท้อ ต้นไม้ในนาทั้งสิ้นก็เหี่ยวไป ความยินดีก็ประลาตไป จากบรรดาบุตรของมนุษย์ [๑๓] ท่านปุโรหิตทั้งหลายเอ๋ย จงคาดเอวด้วยผ้ากระสอบและโอดครวญ ท่านผู้ปรนนิบัติที่แท่นบูชาจงคร่ำครวญ ท่านผู้ปรนนิบัติพระเจ้าของข้าพเจ้า จงเข้าไป สวมผ้ากระสอบนอนค้างคืนสักคืนหนึ่ง เพราะว่าธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชา ได้ขาดไปเสียจากพระนิเวศแห่งพระเจ้าของท่าน [๑๔] จงเตรียมตัวทำพิธีอดอาหาร จงเรียกประชุมตามพิธี จงรวบรวมบรรดาผู้ใหญ่ และชาวแผ่นดินทั้งสิ้น ไปยังพระนิเวศของพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน และร้องทูลต่อพระเจ้า [๑๕] อนิจจาหนอวันนั้น เพราะวันแห่งพระเจ้าใกล้เข้ามาแล้ว วันนั้นจะมา เป็นการทำลายจากองค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ [๑๖] อาหารถูกกีดกันออกไป ต่อหน้าต่อตาของพวกเราแล้ว ความร่าเริงและความยินดี ก็ขาดไปจากพระนิเวศแห่งพระเจ้าของเราแล้ว มิใช่หรือ [๑๗] เมล็ดพืชก็แห้งตายอยู่ในดิน ฉางก็ร้างเปล่า ยุ้งก็หักพังลง เพราะว่าข้าวก็ม้านแล้ว [๑๘] สัตว์เดียรัจฉานร้องครวญครางแล้วหนอ ฝูงวัวก็สนเท่ห์ เพราะว่าไม่มีลานหญ้าให้มัน แม้ว่าฝูงแพะแกะก็อ่อนระอาไป [๑๙] ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ร้องทูลพระองค์ เพราะว่าไฟได้เผาผลาญ ทุ่งหญ้าแห่งถิ่นทุรกันดาร และเปลวไฟได้ไหม้ ต้นไม้ในทุ่งนาเสียหมดแล้ว [๒๐] ถึงแม้ว่าสัตว์ป่าก็ร้องทูลพระองค์ด้วย เพราะว่าน้ำในห้วยแห้งไป และไฟก็เผาผลาญ ทุ่งหญ้าแห่งถิ่นทุรกันดาร |
|
|
| [๙] ใครจะรู้ได้ พระเจ้าอาจจะทรงกลับและเปลี่ยนพระทัย คลายจากพระพิโรธอันรุนแรงเพื่อว่าเราจะมิได้พินาศ” [๑๐] เมื่อพระเจ้าทอดพระเนตรการกระทำของเขาแล้วว่า เขากลับไม่ประพฤติชั่วต่อไป พระเจ้าก็ทรงกลับพระทัย ไม่ลงโทษ ตามที่พระองค์ตรัสไว้ และพระองค์ก็มิได้ทรงลงโทษเขา |
|
|
| เราบอกท่านทั้งหลายว่า เช่นนั้นแหละ จะมีความปรีดีในสวรรค์ เพราะคนบาปคนเดียวที่กลับใจใหม่ มากกว่าเพราะคนชอบธรรมเก้าสิบเก้าคนที่ไม่ต้องการกลับใจใหม่ |
|
|
| และตรัสว่า “เวลากำหนดมาถึงแล้ว และแผ่นดินของพระเจ้าก็มาใกล้แล้ว จงกลับใจเสียใหม่ และเชื่อข่าวประเสริฐเถิด” |
|
|
| และได้รับบัพติศมา จากยอห์นในแม่น้ำจอร์แดน |
|
|
| [๒๐] แล้วพระองค์ก็ทรงตั้งต้นติเตียนเมืองต่างๆที่พระองค์ได้ทรงกระทำการมหัศจรรย์เป็นส่วนมาก เพราะเขามิได้กลับใจเสียใหม่ [๒๑] “วิบัติแก่เจ้าเมืองโคราซิน วิบัติแก่เจ้าเมืองเบธไซดา ถ้าการมหัศจรรย์ซึ่งได้กระทำท่ามกลางเจ้า ได้กระทำในเมืองไทระและเมืองไซดอน คนในเมืองทั้งสองคงได้นุ่งห่มผ้ากระสอบ นั่งบนขี้เถ้ากลับใจเสียใหม่นานมาแล้ว [๒๒] แต่เราบอกเจ้าว่า ในวันพิพากษา โทษเมืองไทระและเมืองไซดอน จะเบากว่าโทษของเจ้า [๒๓] และฝ่ายเจ้าเมืองคาเปอรนาอุม เจ้าจะถูกยกขึ้นเทียมฟ้าหรือ มิได้ เจ้าจะต้องลงไปถึงแดนคนตายต่างหาก ด้วยว่าการมหัศจรรย์ซึ่งได้กระทำในท่ามกลางเจ้านั้น ถ้าได้กระทำในเมืองโสโดม เมืองนั้นคงได้ตั้งอยู่จนทุกวันนี้ [๒๔] แต่เราบอกเจ้าว่าในวันพิพากษา โทษเมืองโสโดมจะเบากว่าโทษของเจ้า” |
|
|
| ด้วยว่าถึงเวลาแล้ว ที่การพิพากษาจะต้องเริ่มต้นที่ครอบครัวของพระเจ้า และถ้าการพิพากษานั้นเริ่มต้นที่พวกเราก่อน ปลายทางของคนเหล่านั้น ที่ไม่เชื่อฟังข่าวประเสริฐของพระเจ้าจะเป็นอย่างไร |
|
|
| และเมื่อท่านทั้งหลายได้ทนทุกข์อยู่ชั่วขณะหนึ่งแล้ว พระเจ้าผู้ทรงพระคุณล้ำเลิศ ผู้ได้ทรงเรียกให้ท่านทั้งหลายเข้าในศักดิ์ศรีนิรันดร์ในพระคริสต์ พระองค์เองก็จะทรงโปรดปรับปรุงท่านให้มั่นคง และมีกำลังขึ้น |
|
|
| และขอให้ตาใจของท่านสว่างขึ้น เพื่อท่านจะได้รู้ว่า ในการที่พระองค์ทรงเรียกท่านนั้น พระองค์ได้ประทานความหวังอะไรแก่ท่าน และรู้ว่า มรดกของพระองค์สำหรับธรรมิกชนมีสง่าราศีอันอุดมบริบูรณ์เพียงไร |
|
|
| อีกสองวันพระองค์จะทรงให้เราฟื้น พอถึงวันที่สามจะทรงยกเราขึ้น เพื่อเราจะดำรงอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์พระองค์ |
|
|
| พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า “ในเวลาโปรดปราน เราตอบเจ้าแล้ว ในวันแห่งความรอดเราได้ช่วยเจ้า เราได้ดูแลเจ้า และมอบให้เจ้า เป็นตัวพันธสัญญาของมนุษยชาติ เพื่อสถาปนาแผ่นดิน เพื่อจะให้รับที่ร้างเปล่าเป็นมรดก |
|
|
| ที่นั่นจะได้ยินเสียงบันเทิงและเสียง รื่นเริงและเสียงเจ้าบ่าวและเสียงเจ้าสาว และเสียงบรรดาคนเหล่านั้นที่ร้องเพลง ขณะที่เขานำเครื่องบูชาโมทนาพระคุณ มายังพระนิเวศของพระเจ้า ว่า ‘จงถวายโมทนาแด่พระเจ้าจอมโยธา เพราะพระเจ้าประเสริฐ เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงอยู่เป็น นิตย์ เพราะเราจะให้แผ่นดินนั้นกลับสู่สภาพเดิม พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ |
|
|
| ขอทรงคืนความชื่นบานในความรอดแก่ข้าพระองค์ และชูข้าพระองค์ไว้ด้วยเต็มพระทัย |
|
|
| พระองค์ผู้ทรงกระทำให้ข้าพระองค์ ประสบความทุกข์ยากลำบากเป็นอันมาก จะทรงรื้อข้าพระองค์ขึ้นมาอีก จากที่ลึกของโลก พระองค์จะทรงนำข้าพระองค์ขึ้นมาอีก |
|
|
| เหตุฉะนั้น เราจึงถูกฝังไว้กับพระองค์แล้ว โดยการรับบัพติศมาเข้าส่วนในการตายนั้น เพื่อว่าเมื่อพระคริสต์ได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตายโดยเดชพระสิริของพระบิดาแล้ว เราก็จะได้ดำเนินตามชีวิตใหม่ด้วยเหมือนกัน |
|
|
| [๒๐] เป็นไฉนพระองค์ทรงลืมพวกข้าพระองค์เสียเป็นนิตย์ เป็นไฉนได้ทรงทอดทิ้งพวกข้าพระองค์เสียนานดังนี้ [๒๑] ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงช่วยข้าพระองค์ให้กลับสู่พระองค์เถิด แล้วพวกข้าพระองค์จะกลับสู่พระองค์ ขอทรงฟื้นเดือนปีของข้าพระองค์ให้เหมือนดังก่อน |
|
|
| [๕] “ดูเถิด เราจะส่งเอลียาห์ผู้เผยพระวจนะ มายังเจ้าก่อนวันแห่งพระเจ้า คือวันที่ใหญ่ยิ่งและน่าสะพรึงกลัวมาถึง [๖] และท่านผู้นั้นจะกระทำให้จิตใจของพ่อหันไปหาลูก และจิตใจของลูกหันไปหาพ่อ หาไม่ เราจะมาโจมตีแผ่นดินนั้นด้วยคำสาปแช่ง” |
|
|
| [๕] “ดูเถิด เราจะส่งเอลียาห์ผู้เผยพระวจนะ มายังเจ้าก่อนวันแห่งพระเจ้า คือวันที่ใหญ่ยิ่งและน่าสะพรึงกลัวมาถึง [๖] และท่านผู้นั้นจะกระทำให้จิตใจของพ่อหันไปหาลูก และจิตใจของลูกหันไปหาพ่อ หาไม่ เราจะมาโจมตีแผ่นดินนั้นด้วยคำสาปแช่ง” |
|
|
| [๑๗] ขอพระหัตถ์ของพระองค์จงอยู่เหนือผู้ที่อยู่เบื้อง ขวาพระหัตถ์ของพระองค์ คือบุตรของมนุษย์ที่พระองค์ทรงกระทำให้แข็งแรง เพื่อพระองค์เอง [๑๘] แล้วข้าพระองค์ทั้งหลายจะไม่หันกลับมาจากพระองค์ ขอทรงสงวนชีวิตข้าพระองค์ทั้งหลายไว้ แล้วข้าพระองค์ทั้งหลายจะทูลออกพระนามพระองค์ [๑๙] ข้าแต่พระเจ้าจอมโยธา ขอทรงช่วยข้าพระองค์ทั้งหลายให้กลับสู่สภาพดี ขอพระพักตร์ของพระองค์ทอแสง เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะรอดได้ |
|