|
| ก็ให้เราเข้าไปใกล้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ด้วยไว้ใจเต็มที่ มีใจที่ได้รับการทรงชำระให้สะอาดแล้ว และมีกายที่ล้างชำระด้วยน้ำบริสุทธิ์ |
|
|
| เพราะว่าผู้ใดรักษาธรรมบัญญัติได้ทั้งหมด แต่ผิดอยู่ข้อเดียว ผู้นั้นก็เป็นผู้ผิดธรรมบัญญัติทั้งหมด |
|
|
| เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นได้ เขาคงได้หยุดการถวายเครื่องบูชาแล้วมิใช่หรือ ถ้าผู้นมัสการนั้นได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ครั้งหนึ่งแล้ว เขาคงจะไม่รู้สึกว่ามีบาปอีกต่อไป |
|
|
| “ ‘อย่าฆ่าคน |
|
|
| [๑] ของดาวิด มัสคิลบทหนึ่ง บุคคลผู้ซึ่งได้รับอภัยการละเมิดแล้วก็เป็นสุข คือผู้ทรงกลบเกลื่อนบาปให้นั้น [๒] บุคคลซึ่งพระเจ้ามิได้ทรงถือโทษก็เป็นสุข คือผู้ที่ไม่มีการหลอกลวงในใจของเขา [๓] เมื่อข้าพระองค์ไม่แจ้งบาปของข้าพระองค์ ร่างกายของข้าพระองค์ก็ร่วงโรยไป โดยการคร่ำครวญวันยังค่ำของข้าพระองค์ [๔] พระหัตถ์ของพระองค์หนักอยู่บนข้าพระองค์ทั้งวันทั้งคืน กำลังของข้าพระองค์ก็เหี่ยวแห้งไปอย่างความร้อนใน หน้าแล้ง [๕] ข้าพระองค์สารภาพบาปของข้าพระองค์ต่อพระองค์ และข้าพระองค์มิได้ซ่อนบาปผิดของข้าพระองค์ไว้ ข้าพระองค์ทูลว่า “ข้าพระองค์จะสารภาพการละเมิดของ ข้าพระองค์ต่อพระเจ้า” แล้วพระองค์ทรงยกโทษบาปของข้าพระองค์ [๖] เพราะฉะนั้น ขอให้ธรรมิกชนทุกคนอธิษฐานต่อพระองค์ ในเวลาที่จะพบพระองค์ได้ ในเวลาน้ำท่วมมาก น้ำจะไม่มาถึงคนนั้น |
|
|
| เพราะว่าอิสราเอลและยูดาห์มิได้ถูกทอดทิ้ง โดยพระเจ้าของเขาทั้งหลายพระเจ้าจอมโยธา แต่แผ่นดินของชาวเคลเดียนั้นเต็มด้วยความผิด ต่อองค์บริสุทธิ์แห่งอิสราเอล |
|
|
| เราจะกลับมายังสถานที่ของเราอีก จนกว่าเขาจะยอมรับความผิดของเขาและแสวงหาหน้าของเรา เมื่อเขารับความทุกข์ร้อน เขาจะแสวงหาเรา |
|
|
| [๑๔] พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า [๑๕] “ถ้าผู้ใดทำการไม่ซื่อตรง และทำบาปโดยไม่รู้ตัวในเรื่องของบริสุทธิ์แห่งพระเจ้า ให้ผู้นั้นนำแกะตัวผู้ที่ปราศจากตำหนิเป็นเครื่องบูชา ไถ่กรรมบาปถวายแด่พระเจ้า ให้เจ้าตีราคาเป็นเงินเชเขล ตาม เชเขลของสถานนมัสการ เป็นเครื่องบูชาไถ่กรรมบาป [๑๖] และให้ผู้นั้นชดใช้ของบริสุทธิ์ที่ขาดไป และเพิ่มอีกหนึ่งในห้าของราคาสิ่งที่ขาดไปนั้น นำมอบให้แก่ปุโรหิต และปุโรหิตจะทำการลบมลทินบาปของเขาด้วยแกะผู้ ที่ถวายเป็นเครื่องบูชาไถ่กรรมบาป และเขาจะได้รับการอภัย [๑๗] “ถ้าผู้ใดกระทำผิด คือกระทำสิ่งที่พระเจ้าทรงบัญชามิให้กระทำ ถึงแม้ว่าเขากระทำโดยไม่รู้เท่าถึงการ เขาก็มีความผิดจะต้องรับโทษ [๑๘] ให้ผู้นั้นนำแกะตัวผู้ที่ปราศจากตำหนิมาจากฝูง ให้เจ้าตีราคา เป็นราคาเครื่องบูชาไถ่กรรมบาป และให้ปุโรหิตทำการลบมลทินบาปของเขาตามความผิด ซึ่งเขาได้กระทำด้วยมิได้เจตนานั้น และเขาจะได้รับการอภัย [๑๙] เป็นเครื่องบูชาไถ่กรรมบาป เพราะเขาได้กระทำกรรมบาปต่อพระเจ้า” |
|
|
| [๑] “ต่อไปนี้เป็นกฎเรื่องเครื่องบูชาไถ่กรรมบาป เป็นสิ่งบริสุทธิ์ที่สุด [๒] ให้ฆ่าสัตว์อันเป็นเครื่องบูชาไถ่กรรมบาปในที่ที่ ฆ่าสัตว์อันเป็นเครื่องเผาบูชา และให้เอาเลือดสัตว์นั้นประพรมที่แท่นและรอบแท่น [๓] และให้เอาไขมันของสัตว์นั้นถวายบูชาเสียทั้งหมดด้วย หางมันๆ ไขมันที่หุ้มเครื่องใน [๔] ไตสองลูกพร้อมกับไขมันที่ติดอยู่ตรงบั้นเอว และพังผืดเหนือตับซึ่งต้องเอาออกพร้อมกับไต [๕] ให้ปุโรหิตเผาสิ่งเหล่านี้บนแท่นเป็นเครื่อง บูชาด้วยไฟถวายแด่พระเจ้า เป็นเครื่องบูชาไถ่กรรมบาป [๖] ผู้ชายทุกคนที่เป็นปุโรหิตรับประทานได้ ให้รับประทานในสถานบริสุทธิ์เป็นของบริสุทธิ์ที่สุด [๗] เครื่องบูชาไถ่กรรมบาปก็เหมือนเครื่องบูชาไถ่บาป มีกฎ อย่างเดียวกัน ปุโรหิตผู้ใช้เครื่องบูชาทำการลบมลทินจะได้เครื่องบูชานั้น [๘] ปุโรหิตคนใดถวายเครื่องเผาบูชาของผู้ใด ปุโรหิตผู้นั้นย่อมได้หนังของเครื่องเผาบูชาที่ตนถวาย [๙] เครื่องธัญญบูชาทุกอย่างที่ปิ้งในเตาอบ และสิ่งทั้งหมดซึ่งเตรียมในกระทะหรือ ที่เหล็กให้ตกเป็นของปุโรหิตผู้ถวายของเหล่านั้น [๑๐] ธัญญบูชาทุกอย่างที่เคล้าน้ำมันหรือไม่เคล้าจะตก เป็นของบุตรอาโรนทั่วกัน |
|
|
| อาบีเมเลคตรัสว่า “ท่านทำอะไรแก่พวกเราดังนี้ ประชาชนคนหนึ่งอาจจะเข้าไปนอนกับภรรยาของเจ้าง่ายๆ แล้วเจ้าจะนำกรรมชั่วมาสู่พวกเรา” |
|
|
| [๕] พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า [๖] “จงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า ผู้ชายก็ดีหรือผู้หญิงก็ดีกระทำบาปอย่างที่มนุษย์กระทำ คือประพฤติฝ่าฝืนต่อพระเจ้า และผู้นั้นได้ผิดแล้ว [๗] ก็ให้ผู้นั้นสารภาพความผิดที่เขาได้กระทำ และให้เขาคืนสิ่งที่ผิดซึ่งเขาได้มานั้นเต็มตามเดิม ทั้งเพิ่มอีกหนึ่งในห้าส่วนให้แก่เจ้าของเดิมผู้ที่เขา ได้กระทำผิดต่อนั้น [๘] ถ้าคนนั้นไม่มีพี่น้องที่จะรับของคืน ก็ให้ถวายของที่คืนนั้นแด่พระเจ้าทางปุโรหิต รวมทั้งแกะผู้สำหรับบูชาลบมลทินบาป ซึ่งเขาต้องบูชาลบมลทินบาปของเขา [๙] และของบริสุทธิ์ที่คนอิสราเอลนำมาถวายทุกสิ่งอันนำ มาให้แก่ปุโรหิตก็ตกเป็นของปุโรหิต [๑๐] สิ่งบริสุทธิ์ของทุกคนให้ตกเป็นของปุโรหิต และทุกสิ่งที่เขานำไปถวายปุโรหิตก็ต้องตกเป็นของปุโรหิต” |
|
|
| [๑] “ถ้าผู้ใดกระทำความ ผิดในข้อที่ได้ยินคำให้สาบานตัวเป็นพยาน และแม้ว่าเขาเป็นพยาน โดยที่เขาเห็นหรือรู้เรื่องก็ตาม แต่เขาไม่ยอมให้การเป็นพยาน เขาต้องรับความผิด [๒] หรือผู้หนึ่งผู้ใดแตะต้องสิ่งที่เป็นมลทิน จะเป็นซากสัตว์ป่าที่มลทิน หรือซากสัตว์เลี้ยงที่มลทิน หรือซากสัตว์เล็กๆที่มีมากที่เป็นมลทิน โดยไม่ทันรู้ตัว เขาจึงเป็นคนมีมลทิน เขาก็มีกรรมบาป [๓] ถ้าเขาแตะต้องมลทินของคน จะเป็นสิ่งใดๆ ซึ่งเป็นมลทินอันเป็นสิ่งที่กระทำให้คนนั้นเป็นมลทิน โดยเขาไม่รู้ตัว เมื่อเขารู้เข้าแล้วเขาก็มีกรรมบาป [๔] ถ้าคนหนึ่งคนใดเผลอตัวกล่าว คำสาบานว่าจะกระทำชั่วหรือดี หรือเผลอตัวกล่าวคำสาบานใดๆ และเขากระทำโดยไม่ทันรู้ตัว เมื่อเขารู้สึกตัวแล้วในประการใดก็ตาม เขาก็มีกรรมบาป [๕] เมื่อผู้หนึ่งผู้ใดกระทำกรรมบาปใดๆที่กล่าวมานี้ ก็ให้เขาสารภาพความผิดที่เขาได้กระทำ |
|
|
| [๑๕] “ถ้าผู้ใดทำการไม่ซื่อตรง และทำบาปโดยไม่รู้ตัวในเรื่องของบริสุทธิ์แห่งพระเจ้า ให้ผู้นั้นนำแกะตัวผู้ที่ปราศจากตำหนิเป็นเครื่องบูชา ไถ่กรรมบาปถวายแด่พระเจ้า ให้เจ้าตีราคาเป็นเงินเชเขล ตาม เชเขลของสถานนมัสการ เป็นเครื่องบูชาไถ่กรรมบาป [๑๖] และให้ผู้นั้นชดใช้ของบริสุทธิ์ที่ขาดไป และเพิ่มอีกหนึ่งในห้าของราคาสิ่งที่ขาดไปนั้น นำมอบให้แก่ปุโรหิต และปุโรหิตจะทำการลบมลทินบาปของเขาด้วยแกะผู้ ที่ถวายเป็นเครื่องบูชาไถ่กรรมบาป และเขาจะได้รับการอภัย |
|
|
| [๒] “จงกล่าวแก่คนอิสราเอลว่า ถ้าผู้หนึ่งผู้ใดกระทำผิดสิ่งใดซึ่งพระเจ้าได้ทรง บัญชามิให้กระทำ โดยเขามิได้เจตนากระทำสิ่งเหล่านั้นประการหนึ่ง ประการใด [๓] ถ้าผู้กระทำผิดเป็นปุโรหิตที่ได้รับการเจิมไว้ ย่อมนำกรรมบาปมาสู่ประชาชน เหตุด้วยบาปที่เขาได้กระทำไปก็ให้เขานำวัวหนุ่ม ซึ่งไม่มีตำหนิมาถวายเป็นเครื่องบูชาไถ่บาป |
|
|
| “ถ้าชุมนุมชนอิสราเอลทั้งหมดกระทำผิดโดยไม่รู้ตัว และความผิดนั้นก็ปรากฏแก่ที่ประชุม และเขาได้กระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งพระเจ้าบัญชามิให้กระทำ จึงเป็นการกระทำกรรมบาป |
|
|
| “ถ้าประชาชนสามัญคนหนึ่งคนใดกระทำความผิด โดยมิได้เจตนา คือกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดซึ่งพระเจ้าทรงบัญชามิให้กระทำ แล้วก็มีกรรมบาป |
|
|
| [๑] ของดาวิด มัสคิลบทหนึ่ง บุคคลผู้ซึ่งได้รับอภัยการละเมิดแล้วก็เป็นสุข คือผู้ทรงกลบเกลื่อนบาปให้นั้น [๒] บุคคลซึ่งพระเจ้ามิได้ทรงถือโทษก็เป็นสุข คือผู้ที่ไม่มีการหลอกลวงในใจของเขา [๓] เมื่อข้าพระองค์ไม่แจ้งบาปของข้าพระองค์ ร่างกายของข้าพระองค์ก็ร่วงโรยไป โดยการคร่ำครวญวันยังค่ำของข้าพระองค์ [๔] พระหัตถ์ของพระองค์หนักอยู่บนข้าพระองค์ทั้งวันทั้งคืน กำลังของข้าพระองค์ก็เหี่ยวแห้งไปอย่างความร้อนใน หน้าแล้ง [๕] ข้าพระองค์สารภาพบาปของข้าพระองค์ต่อพระองค์ และข้าพระองค์มิได้ซ่อนบาปผิดของข้าพระองค์ไว้ ข้าพระองค์ทูลว่า “ข้าพระองค์จะสารภาพการละเมิดของ ข้าพระองค์ต่อพระเจ้า” แล้วพระองค์ทรงยกโทษบาปของข้าพระองค์ |
|
|
| และเขาถูกต้องปากของข้าพเจ้าพูดว่า “ดูเถิด สิ่งนี้ได้ถูกต้องริมฝีปากของเจ้าแล้ว กรรมชั่วของเจ้าก็ถูกยกเสีย และเจ้าก็จะรับการลบมลทินบาป” |
|
|
| ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น |
|
|
| เหตุฉะนั้นการลงโทษจึงไม่มีแก่คนทั้งหลาย ที่อยู่ในพระเยซูคริสต์ |
|
|
| พระโลหิตของพระเยซูคริสต์ ผู้ได้ทรงถวายพระองค์เองแด่พระเจ้าโดยพระวิญญาณนิรันดร์ ให้เป็นเครื่องบูชาอันปราศจากตำหนิ ก็จะทรงชำระได้มากยิ่งกว่านั้นสักเพียงใด เพื่อให้จิตใจของคนที่หมกมุ่นในการประพฤติที่นำไปสู่ความตาย หันไปรับใช้พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่ |
|
|
| ตะวันออกไกลจากตะวันตกเท่าใด พระองค์ทรงปลดการละเมิดของเราจากเราไปไกลเท่านั้น |
|
|
| เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคนที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป นี่แน่ะกลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น |
|
|
| [๒๑] แต่บัดนี้ได้ปรากฏแล้วว่า ความชอบธรรมซึ่งมาจากพระเจ้านั้นปรากฏนอกเหนือกฎบัญญัติ ธรรมบัญญัติกับพวกผู้เผยพระวจนะเป็นพยานอยู่ [๒๒] คือความชอบธรรมของพระเจ้า ซึ่งทรงประทานโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ แก่ทุกคนที่เชื่อ เพราะว่าคนทั้งหลายไม่ต่างกัน [๒๓] เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า |
|
|
| เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงกระทำพระองค์ผู้ทรงไม่มีบาปให้บาป เพราะเห็นแก่เรา เพื่อเราจะได้เป็นคนชอบธรรมของพระเจ้าทางพระองค์ |
|
|
| พระองค์ทรงเมตตาเราทั้งหลายอีก พระองค์จะทรงเหยียบความผิดของเราไว้ พระองค์จะทรงเหวี่ยงบาปทั้งหลายของเรา ลงไปในที่ลึกของทะเล |
|
|
| [๑๙] ถ้าใจของเรากล่าวโทษตัวเราเมื่อไร เราก็จะรู้ว่า เราอยู่ฝ่ายสัจจะและใจเราจะหมดกังวลจำเพาะพระองค์ [๒๐] เพราะพระเจ้าทรงเป็นใหญ่กว่าใจของเรา และพระองค์ทรงทราบทุกสิ่ง |
|
|
| เพราะว่าค่าจ้างของความบาปคือความตาย แต่ของประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา |
|
|
| “เรา เราคือพระองค์นั้น ผู้ลบล้างความทรยศของเจ้าด้วยเห็นแก่เราเอง และเราจะไม่จดจำบรรดาบาปของเจ้าไว้ |
|
|
| และข้าพเจ้าได้ยินเสียงดังขึ้นในสวรรค์ว่า “บัดนี้ความรอดและฤทธิ์เดชและราชอาณาจักรแห่งพระเจ้าของเรา และอำนาจพระคริสต์ของพระองค์ได้มาถึงแล้ว เพราะว่าผู้ที่กล่าวโทษพวกพี่น้องของเรา ต่อพระพักตร์พระเจ้าทั้งกลางวันและกลางคืนนั้น ก็ได้ถูกผลักทิ้งลงไปแล้ว |
|
|
| เพราะว่าความเสียใจอย่างที่ชอบพระทัยพระเจ้า ย่อมกระทำให้กลับใจใหม่ ซึ่งนำไปถึงความรอดและไม่เป็นที่น่าเสียใจ แต่ความเสียใจอย่างโลกนั้นย่อมนำไปถึงความตาย |
|
|
| ฉะนั้นขอให้เราทั้งหลาย จงมีใจกล้าเข้ามาถึงพระที่นั่งแห่งพระคุณ เพื่อเราจะได้รับพระเมตตา และจะได้รับพระคุณที่จะช่วยเราในขณะที่ต้องการ |
|
|
| [๓๑] ถ้าเช่นนั้นเราจะว่าอย่างไร ถ้าพระเจ้าทรงอยู่ฝ่ายเรา ใครจะขัดขวางเรา [๓๒] พระองค์ผู้มิได้ทรงหวงพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ แต่ได้ทรงโปรดประทานพระบุตรนั้นเพื่อประโยชน์แก่เรา ถ้าเช่นนั้นพระองค์จะไม่ทรงโปรดประทานสิ่งสารพัดให้เราทั้งหลาย ด้วยกันกับพระบุตรนั้นหรือ [๓๓] ใครจะฟ้องคนเหล่านั้นที่พระเจ้าได้ทรงเลือกไว้ พระเจ้าทรงโปรดให้พ้นโทษแล้ว [๓๔] ใครเล่าจะเป็นผู้ปรับโทษอีก พระเยซูคริสต์น่ะหรือ ผู้ทรงสิ้นพระชนม์แล้ว และยิ่งกว่านั้นอีกได้ทรงถูกชุบให้เป็นขึ้นมาจากความตาย ทรงสถิต ณ เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า และทรงอธิษฐานขอเพื่อเราทั้งหลายด้วย [๓๕] แล้วใครจะให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระคริสต์ได้เล่า จะเป็นความทุกข์ หรือความยากลำบาก หรือการเคี่ยวเข็ญ หรือการกันดารอาหาร หรือการเปลือยกาย หรือการถูกโพยภัย หรือการถูกคมดาบหรือ [๓๖] ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า เพราะเห็นแก่พระองค์ ข้าพระองค์จึงถูกประหารวันยังค่ำ และนับว่าเป็นแกะสำหรับจะเอาไปฆ่า [๓๗] แต่ว่าในเหตุการณ์ทั้งปวงเหล่านี้ เรามีชัยเหลือล้นโดยพระองค์ผู้ได้ทรงรักเราทั้งหลาย [๓๘] เพราะข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า แม้ความตาย หรือชีวิต หรือบรรดาทูตสวรรค์ หรือเทพเจ้า หรือสิ่งซึ่งมีอยู่ในปัจจุบันนี้ หรือสิ่งซึ่งจะมีในภายหน้า หรือฤทธิ์เดชทั้งหลาย [๓๙] หรือซึ่งสูง หรือซึ่งลึก หรือสิ่งใดๆอื่นที่ได้ทรงสร้างแล้วนั้น จะไม่สามารถกระทำให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระเจ้า ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้ |
|
|
| และเพื่อจะสำแดงในปัจจุบันนี้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ชอบธรรม และทรงโปรดให้ผู้ที่เชื่อในพระเยซูเป็นผู้ชอบธรรมด้วย |
|
|
| แต่ผู้ที่มีความสงสัยอยู่นั้นถ้าเขากินก็มีความผิด เพราะเขามิได้กินตามที่ตนเชื่อ ทั้งนี้เพราะการกระทำใดๆ ที่มิได้เกิดจากความเชื่อมั่นก็เป็นบาปทั้งสิ้น |
|
|
| เพราะว่าพระเจ้าทรงให้พระบุตรเข้ามาในโลก มิใช่เพื่อพิพากษาลงโทษโลก แต่เพื่อช่วยกู้โลกให้รอดโดยพระบุตรนั้น |
|
|
| พระเจ้าทรงกระทำให้ทุกสิ่งมีเป้าหมายของมัน แม้คนชั่วร้ายก็เพื่อวันลำเค็ญ |
|
|
| เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงหันกลับและตั้งใจใหม่ เพื่อพระเจ้าจะทรงลบล้างความผิดบาปของท่านเสีย เพื่อวาระพักผ่อนหย่อนใจจะได้มาจากพระพักตร์พระเจ้า |
|
|
| ลูกของข้าพเจ้าเอ๋ย ข้าพเจ้าเขียนข้อความเหล่านี้ถึงท่านทั้งหลาย เพื่อท่านจะได้ไม่ทำบาป และถ้าผู้ใดทำบาป เราก็มีพระองค์ผู้ทูลขอพระบิดาเพื่อเรา คือพระเยซูคริสต์ผู้ทรงเที่ยงธรรมนั้น |
|
|
| [๖] แล้วพระเจ้าตรัสกับท่านในพระสุบินว่า “เรารู้แล้วว่าเจ้าทำดังนี้ด้วยความซื่อ ยิ่งกว่านั้นอีกเราเองที่ป้องกันเจ้ามิให้ทำบาปต่อเรา เหตุฉะนี้ เราจึงมิได้ให้เจ้าถูกต้องหญิงนั้น [๗] จงคืนภรรยาของชายนั้นไปเสีย เพราะเขาเป็นผู้เผยพระวจนะ เขาจะอธิษฐานเพื่อเจ้า แล้วเจ้าจะมีชีวิตอยู่ได้ แต่ถ้าเจ้าไม่คืนนาง ก็จงรู้เถิดว่าเจ้าจะต้องตายแน่ ทั้งเจ้าเอง และทุกคนที่เป็นของเจ้า” [๘] อาบีเมเลคตื่นบรรทมแต่เช้ามืด ทรงเรียกบรรดา ข้าราชการของพระองค์มา และทรงรับสั่งเรื่องทั้งหมดให้เขาฟัง คนเหล่านั้นก็กลัวยิ่งนัก [๙] อาบีเมเลคตรัสเรียกอับราฮัมมาเฝ้า และตรัสกับท่านว่า “เจ้าทำอะไรแก่เรานี่ เราได้กระทำบาปต่อเจ้าอย่างไร เจ้าจึงนำบาปใหญ่โตมายังเราและราชอาณาจักรของเรา เจ้าได้ทำสิ่งซึ่งไม่ควรจะทำแก่เรา” [๑๐] อาบีเมเลคตรัสกับอับราฮัมว่า “เจ้าคิดอะไร เจ้าจึงทำเช่นนี้” [๑๑] อับราฮัมทูลว่า “เพราะข้าพระบาทคิดว่า ในที่นี้ไม่มีความยำเกรงพระเจ้าเสียเลย คนเขาจะฆ่าข้าพระบาทเสียเพราะอยากได้ ภรรยาของข้าพระบาท [๑๒] นอกจากนั้นเธอก็เป็นน้องสาวของข้าพระบาทจริงๆ เป็นบุตรหญิงของบิดาข้าพระบาท แต่ไม่ใช่บุตรหญิงของมารดาข้าพระบาท และนางได้มาเป็นภรรยาข้าพระบาท [๑๓] เมื่อพระเจ้าทรงโปรดให้ ข้าพระบาทต้องพเนจรจากบ้านบิดาของข้าพระบาท ข้าพระบาทพูดกับนางว่า ‘ขอเจ้าทำดังนี้เพื่อฉัน คือเราจะไปที่ใดก็ตามขอให้กล่าวถึงฉันว่า ‘เขาเป็นพี่ชายของดิฉัน’ ” [๑๔] อาบีเมเลคจึงทรงนำแกะ โคและทาสชายหญิงและประทานให้แก่อับราฮัม แล้วทรงคืนภรรยาให้เขาไป [๑๕] แล้วอาบีเมเลคตรัสว่า “ดูเถิด แผ่นดินของเราก็อยู่ต่อหน้าเจ้า เจ้าจะอาศัยอยู่ที่ไหนก็ได้ตามใจชอบ” [๑๖] พระองค์ตรัสกับซาราห์ว่า “เราให้เงินหนึ่งพันแผ่นแก่พี่ชายของเจ้า เป็นค่าทำขวัญต่อหน้าทุกคนที่อยู่กับเจ้า เจ้าได้รับการแก้ไขต่อหน้าคนทั้งปวงแล้ว” |
|
|
| แต่ก็ยังเป็นน้ำพระทัยของพระเจ้าที่จะให้ท่านฟกช้ำ ด้วยความเจ็บไข้ เมื่อพระองค์ทรงกระทำให้วิญญาณของท่านเป็นเครื่องบูชาไถ่บาป ท่านจะเห็นพงศ์พันธุ์ของท่าน ท่านจะยืดวันทั้งหลายของท่าน น้ำพระทัยของพระเจ้าจะเจริญขึ้นในมือของท่าน |
|
|
| [๑๘] จำเราจะลุกขึ้นไปหาบิดาเรา และพูดกับท่านว่า “บิดาเจ้าข้า ข้าพเจ้าได้ผิดต่อสวรรค์และผิดต่อท่านด้วย [๑๙] ข้าพเจ้าไม่สมควรจะได้ชื่อว่าเป็นลูกของท่านต่อไป ขอท่านให้ข้าพเจ้าเป็นเหมือนลูกจ้างของท่านคนหนึ่งเถิด” ’ |
|
|
| [๒๑] พระเยซูตรัสตอบเขาว่า “เรามิได้ว่าเพียงเจ็ดครั้งเท่านั้น แต่เจ็ดครั้งคูณด้วยเจ็ดสิบ [๒๒] “เหตุฉะนั้นแผ่นดินสวรรค์เปรียบเหมือนเจ้าองค์หนึ่งทรงประสงค์จะคิดบัญชีกับทาส [๒๓] เมื่อตั้งต้นทำการนั้นแล้ว เขาพาคนหนึ่งซึ่งเป็นหนี้หนึ่งหมื่นตะลันต์ มาเฝ้า [๒๔] ท่านจึงสั่งให้ขายตัวกับทั้งเมีย และลูกและบรรดาสิ่งของที่เขามีอยู่นั้นเอามาใช้หนี้ เพราะเขาไม่มีเงินจะใช้หนี้ [๒๕] ทาสลูกหนี้ผู้นั้นจึงกราบลงวิงวอนว่า ‘ข้าแต่ท่าน ขอโปรดผัดไว้ก่อน แล้วข้าพเจ้าจะใช้หนี้ทั้งสิ้น’ [๒๖] เจ้าองค์นั้นมีพระทัยเมตตา โปรดยกหนี้ปล่อยตัวเขาไป [๒๗] แต่ทาสผู้นั้นออกไปพบคนหนึ่งเป็นเพื่อนทาสด้วยกัน ซึ่งเป็นหนี้เขาอยู่หนึ่งร้อยเดนาริอัน จึงจับคนนั้นบีบคอว่า ‘จงใช้หนี้ให้ข้า’ [๒๘] เพื่อนทาสคนนั้นได้กราบลงอ้อนวอนว่า ‘ขอโปรดผัดไว้ก่อนแล้วข้าพเจ้าจะใช้ให้’ [๒๙] แต่เขาไม่ยอม จึงนำทาสลูกหนี้นั้นไปจำจองไว้จนกว่าจะใช้เงินนั้น [๓๐] ฝ่ายพวกเพื่อนทาสเมื่อเห็นเหตุการณ์เช่นนั้น ก็พากันสลดใจยิ่งนัก จึงนำเหตุการณ์ทั้งปวงไปกราบทูลเจ้าองค์นั้น [๓๑] ท่านจึงทรงเรียกทาสนั้นมาสั่งว่า ‘อ้ายข้าชาติชั่ว เราได้โปรดยกหนี้ให้เอ็งหมด เพราะเอ็งได้อ้อนวอนเรา [๓๒] เอ็งควรจะเมตตาเพื่อนทาสด้วยกัน เหมือนเราได้เมตตาเอ็งมิใช่หรือ’ [๓๓] แล้วเจ้าองค์นั้นกริ้ว จึงมอบผู้นั้นไว้แก่เจ้าหน้าที่ให้ทรมาน จนกว่าจะใช้หนี้หมด [๓๔] พระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์ จะทรงกระทำแก่ท่านทุกคนอย่างนั้น ถ้าหากว่าท่านแต่ละคนไม่ยกโทษให้แก่พี่น้องของท่านด้วยใจกว้างขวาง” [๓๕] เมื่อพระเยซูตรัสถ้อยคำเหล่านี้เสร็จแล้ว ได้เสด็จจากแคว้นกาลิลีเข้าไปในเขตแดนแคว้นยูเดีย ฟากแม่น้ำจอร์แดนข้างตะวันออก |
|