ข้อพระคัมภีร์ในหัวข้อ

หัวข้อ
พระเจ้า
ตัวละครที่ดี
ตัวละครไม่ดี
บาป
ชีวิต
โบสถ์
ลึกลับ
เทวดาและปีศาจ
สัญญาณคณิตศาสตร์
เพิ่มเติม
เพิ่มเติม: [ฟื้นฟู]
[๓] แล้วข้าพเจ้าก็หันหน้าไปหาพระเจ้าองค์เจ้านาย แสวงหาด้วยการอธิษฐานและการวิงวอน ทั้งด้วยการอดอาหาร และนุ่งห่มผ้ากระสอบและนั่งบนขี้เถ้า [๔] ข้าพเจ้าได้อธิษฐานต่อพระยาห์เวห์พระเจ้าของข้าพเจ้า และสารภาพว่า “ข้าแต่องค์เจ้านาย พระเจ้าผู้ใหญ่ยิ่งและน่าเกรงขาม ผู้ทรงรักษาพันธสัญญาและความรักมั่นคงต่อผู้ที่รักพระองค์และปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระองค์ [๕] ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทำบาป และได้ทำผิด ได้ก่อการอธรรมและการกบฏ ได้หันจากพระบัญญัติและกฎหมายของพระองค์ [๖] ข้าพระองค์ไม่ได้ฟังบรรดาผู้เผยพระวจนะผู้รับใช้ของพระองค์ ผู้กล่าวในพระนามของพระองค์ต่อบรรดากษัตริย์ของข้าพระองค์ทั้งหลาย ทั้งต่อบรรดาผู้นำและบรรพบุรุษของข้าพระองค์ รวมทั้งประชาชนทุกคนของแผ่นดิน [๗] ข้าแต่องค์เจ้านาย ความชอบธรรมเป็นของพระองค์ แต่ความอับอายควรแก่พวกข้าพระองค์จนถึงทุกวันนี้ คือควรแก่คนยูดาห์ ชาวกรุงเยรูซาเล็ม และคนอิสราเอลทั้งหมด ทั้งผู้อยู่ใกล้และอยู่ไกลออกไป ในแผ่นดินทั้งหลายซึ่งพระองค์ทรงขับไล่พวกเขาไปนั้น เพราะพวกเขาได้ทรยศต่อพระองค์ [๘] ข้าแต่พระยาห์เวห์ ความอับอายควรแก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย แก่พระราชา เจ้านาย และบรรพบุรุษของพวกข้าพระองค์ เพราะข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทำบาปต่อพระองค์ [๙] พระกรุณาและการอภัยโทษเป็นขององค์เจ้านายพระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลาย เพราะว่าพวกข้าพระองค์ได้กบฏต่อพระองค์ [๑๐] และไม่เชื่อฟังพระยาห์เวห์พระเจ้าของข้าพระองค์ทั้งหลายที่ให้ทำตามธรรมบัญญัติของพระองค์ ซึ่งทรงตั้งไว้ต่อหน้าข้าพระองค์ทั้งหลาย ผ่านบรรดาผู้เผยพระวจนะผู้รับใช้ของพระองค์
[๕] ณ การถวายเครื่องบูชาตอนเย็นนั้น ข้าพเจ้าได้ลุกขึ้นจากการอดอาหาร ด้วยเสื้อ และเสื้อคลุมของข้าพเจ้าที่ฉีกขาด และข้าพเจ้าก็คุกเข่าลงและชูมือขึ้นต่อพระยาห์เวห์พระเจ้าของข้าพเจ้า [๖] และข้าพเจ้าทูลว่า “ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์อับอายอดสูที่จะเงยหน้าหาพระองค์พระเจ้าของข้าพระองค์ เพราะว่าความบาปชั่วของพวกข้าพระองค์ทวีขึ้นพ้นศีรษะของข้าพระองค์ และความผิดของข้าพระองค์ก็สูงขึ้นไปถึงฟ้าสวรรค์ [๗] พวกข้าพระองค์มีความผิดยิ่งใหญ่ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษของข้าพระองค์ จนถึงทุกวันนี้ และเพราะความบาปชั่วของข้าพระองค์ พวกข้าพระองค์ ทั้งบรรดากษัตริย์ของข้าพระองค์และพวกปุโรหิตของข้าพระองค์ได้ถูกมอบไว้ในมือของบรรดากษัตริย์แห่งแผ่นดินเหล่านั้น ให้แก่ดาบ แก่การเป็นเชลย แก่การปล้น และแก่การอดสูอย่างที่สุด อย่างทุกวันนี้
[๒๘] และบรรดาผู้เผยพระวจนะของแผ่นดินนั้น ก็ฉาบปูนขาวให้กับพวกเขาด้วยการเห็นนิมิตปลอม และให้คำทำนายเท็จแก่เขา โดยกล่าวว่า ‘พระยาห์เวห์องค์เจ้านายตรัสดังนี้’ ทั้งที่พระยาห์เวห์ไม่ได้ตรัสเลย [๒๙] ประชาชนในแผ่นดินทำการบีบบังคับและทำการโจรกรรม เออ เขาบีบบังคับคนยากจนและคนขัดสน และบีบบังคับคนต่างด้าวอย่างไม่ยุติธรรม [๓๐] และเราแสวงหาคนหนึ่งในพวกเขาที่จะสร้างกำแพง และยืนอยู่ตรงช่องโหว่ต่อหน้าเราเพื่อแผ่นดินนั้น เพื่อเราจะไม่ทำลายมันเสีย แต่เราก็หาไม่ได้สักคนเดียว [๓๑] ฉะนั้นเราจึงเทความเกรี้ยวกราดของเราลงเหนือเขา เราทำให้พวกเขาหมดสิ้นไปด้วยไฟพิโรธของเรา เราจะลงทัณฑ์ตามการประพฤติของพวกเขาเหนือศีรษะเขา” พระยาห์เวห์องค์เจ้านายตรัสดังนี้แหละ
[๑๘] แล้วข้าพเจ้าก็หมอบกราบลงเฉพาะพระพักตร์พระยาห์เวห์อย่างครั้งก่อน ไม่ได้รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำสี่สิบวันสี่สิบคืน เพราะบาปทั้งสิ้นที่ท่านทั้งหลายทำ คือได้ทำชั่วในสายพระเนตรของพระยาห์เวห์ ทำให้พระองค์ทรงพระพิโรธ [๑๙] เพราะข้าพเจ้ากลัว พระพิโรธและความเกรี้ยวกราดอย่างรุนแรง ซึ่งพระยาห์เวห์ทรงมีต่อท่าน จนถึงกับจะทรงทำลายท่านอยู่แล้ว แต่พระยาห์เวห์ทรงฟังข้าพเจ้าในครั้งนั้นด้วย [๒๐] พระยาห์เวห์ทรงพระพิโรธอาโรนมาก พระองค์จะทรงทำลายเขาเช่นกัน ในเวลานั้นข้าพเจ้าก็อธิษฐานเผื่ออาโรนด้วย [๒๑] แล้วข้าพเจ้าจึงเอาบาปของพวกท่าน คือรูปลูกโคซึ่งพวกท่านสร้างขึ้นนั้นเผาไฟเสีย แล้วทุบและบดให้เป็นผงละเอียดอย่างกับฝุ่น แล้วก็ทิ้งผงนั้นลงในลำธารซึ่งไหลลงมาจากภูเขา [๒๒] “ท่านทั้งหลายได้ทำให้พระยาห์เวห์ทรงพระพิโรธที่ทาเบ-ราห์ และที่มัสสาห์ และที่ขิบโรทหัทธาอาวาห์ [๒๓] และเมื่อพระยาห์เวห์ทรงใช้พวกท่านไปจากคาเดชบารเนีย พระองค์ตรัสว่า ‘จงขึ้นไปยึดครองแผ่นดินซึ่งเราได้ให้เจ้า’ แต่ท่านกลับกบฏต่อพระบัญญัติของพระยาห์เวห์พระเจ้าของพวกท่าน ไม่ยอมเชื่อฟังหรือประพฤติตามพระสุรเสียงของพระองค์ [๒๔] ท่านทั้งหลายกบฏต่อพระยาห์เวห์ตั้งแต่วันที่ข้าพเจ้ารู้จักท่าน [๒๕] “ข้าพเจ้าจึงหมอบกราบลงเฉพาะพระพักตร์พระยาห์เวห์สี่สิบวันสี่สิบคืน เพราะพระยาห์เวห์ตรัสว่าจะทรงทำลายท่านทั้งหลายเสีย [๒๖] ข้าพเจ้าได้อธิษฐานต่อพระยาห์เวห์ว่า ‘ข้าแต่พระยาห์เวห์องค์เจ้านาย ขออย่าทรงทำลายประชากรของพระองค์และมรดกของพระองค์ ซึ่งพระองค์ทรงไถ่มาด้วยความยิ่งใหญ่ของพระองค์ ผู้ที่พระองค์ทรงนำออกมาจากอียิปต์ด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ [๒๗] ขอทรงระลึกถึงบรรดาผู้รับใช้ของพระองค์ คือ อับราฮัม อิสอัค และยาโคบ ขออย่าใส่พระทัยในความดื้อดึง ความชั่วร้าย หรือบาปของชนชาตินี้ [๒๘] เกรงว่าชาวแผ่นดินซึ่งพระองค์ทรงนำพวกข้าพระองค์จากมานั้นจะว่า “เพราะพระยาห์เวห์ไม่ทรงสามารถจะนำเขาทั้งหลายเข้าไปในแผ่นดินซึ่งทรงสัญญากับเขาไว้ และเพราะพระองค์ทรงเกลียดชังเขา พระองค์จึงทรงนำเขาออกมาเพื่อจะฆ่าเสียในถิ่นทุรกันดาร” [๒๙] แต่เขาทั้งหลายเป็นประชากรของพระองค์และเป็นมรดกของพระองค์ ซึ่งทรงนำออกมาด้วยฤทธานุภาพยิ่งใหญ่ของพระองค์และด้วยพระกรที่เหยียดออกของพระองค์’
[๑๑] แต่โมเสสกราบทูลวิงวอนพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่านว่า “ข้าแต่พระยาห์เวห์ ทำไมพระองค์จึงกริ้วยิ่งนักต่อประชากรของพระองค์ ซึ่งทรงนำออกจากแผ่นดินอียิปต์ด้วยฤทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ และด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์เล่า? [๑๒] ทำไมโปรดให้คนอียิปต์กล่าวว่า ‘พระองค์ทรงนำพวกเขาออกมาเพื่อจะทรงทำร้ายพวกเขา เพื่อจะทรงประหารพวกเขาที่ภูเขาและทำลายพวกเขาเสียจากแผ่นดิน’? ขอพระองค์ทรงหันกลับจากพระพิโรธอันแรงกล้า และขอเปลี่ยนพระทัยอย่าทำอันตรายประชากรของพระองค์ [๑๓] ขอทรงระลึกถึง อับราฮัม อิสอัค และอิสราเอลผู้รับใช้ของพระองค์ พระองค์เองทรงปฏิญาณกับเขาเหล่านั้นว่า ‘เราจะให้เชื้อสายของเจ้าทั้งหลายทวีขึ้นเหมือนดังดวงดาวในท้องฟ้า และเราจะยกแผ่นดินนี้ทั้งหมดที่เราสัญญาให้แก่เชื้อสายของพวกเจ้า และพวกเขาจะรับไว้เป็นมรดกตลอดไป ’ ”
[๓๑] โมเสสจึงกลับไปเข้าเฝ้าพระยาห์เวห์กราบทูลว่า “อนิจจา ประชากรนี้ทำบาปใหญ่หลวง พวกเขาสร้างพระด้วยทองคำสำหรับตัวเอง [๓๒] แต่บัดนี้ขอพระองค์โปรดยกโทษบาปของพวกเขา มิฉะนั้น ขอพระองค์ทรงลบชื่อของข้าพระองค์เสียจากหนังสือที่พระองค์ทรงจดไว้”
[๑] นี่คือถ้อยคำของเนหะมีย์ บุตรฮาคาลิยาห์ ต่อมาในเดือนคิสเลฟ ในปีที่ยี่สิบ ขณะที่ข้าพเจ้าอยู่ในสุสาเมืองป้อม [๒] พี่น้องคนหนึ่งของข้าพเจ้าคือฮานานีมากับชายบางคนจากยูดาห์ ข้าพเจ้าได้ถามเรื่องพวกยิวที่เหลือรอดชีวิตจากการตกเป็นเชลย และถามเรื่องเยรูซาเล็ม [๓] พวกเขาตอบข้าพเจ้าว่า “ผู้ที่เหลือรอดชีวิตซึ่งอยู่ในมณฑลนั้น คือผู้ซึ่งรอดชีวิตจากการตกเป็นเชลย มีความลำบากและความอับอายมาก กำแพงเมืองเยรูซาเล็มก็ถูกทำลาย และบรรดาประตูเมืองก็ถูกไฟเผา” [๔] เมื่อข้าพเจ้าได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ ข้าพเจ้าก็นั่งลงร้องไห้โศกเศร้าอยู่หลายวัน และได้อดอาหารและอธิษฐานเฉพาะพระพักตร์พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ [๕] ข้าพเจ้าทูลว่า “ข้าแต่พระยาห์เวห์ พระเจ้าแห่งฟ้าสวรรค์ พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ และน่ายำเกรง ผู้ทรงรักษาพันธสัญญาและความรักมั่นคงต่อผู้ที่รักพระองค์ และรักษาพระบัญญัติของพระองค์ [๖] ขอพระองค์เงี่ยพระกรรณฟัง และลืมพระเนตรดู เพื่อจะทรงฟังคำอธิษฐานของผู้รับใช้ของพระองค์ ซึ่ง ณ บัดนี้ข้าพระองค์อธิษฐานต่อพระองค์ทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อประชาชนอิสราเอลผู้รับใช้ของพระองค์ ข้าพระองค์สารภาพบาปของประชาชนอิสราเอล ซึ่งข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทำบาปต่อพระองค์ ทั้งข้าพระองค์กับตระกูลของข้าพระองค์ได้ทำบาปแล้ว [๗] ข้าพระองค์ทั้งหลายประพฤติเลวทรามมากต่อพระองค์ และไม่ได้รักษาพระบัญญัติ กฎเกณฑ์ และกฎหมายซึ่งพระองค์ทรงบัญชาโมเสสผู้รับใช้ของพระองค์ไว้ [๘] ขอพระองค์ทรงระลึกถึงพระวจนะ ซึ่งทรงบัญชาโมเสสผู้รับใช้ของพระองค์ว่า ‘ถ้าพวกเจ้าไม่ซื่อตรงต่อเรา เราจะกระจายพวกเจ้าไปในหมู่ชนชาติทั้งหลาย [๙] ถ้าพวกเจ้ากลับมาหาเรา และรักษาบัญญัติของเรา และประพฤติตาม ถึงแม้ว่าพวกเจ้ากระจัดกระจายไปอยู่สุดปลายฟ้า เราจะรวบรวมพวกเจ้ามาจากที่นั่น และนำพวกเจ้ามายังสถานที่ซึ่งเราได้เลือกไว้ เพื่อทำให้นามของเราดำรงอยู่ที่นั่น’ [๑๐] พวกเขาเป็นผู้รับใช้และเป็นประชากรของพระองค์ ผู้ซึ่งพระองค์ได้ทรงไถ่ไว้ด้วยฤทธานุภาพยิ่งใหญ่ของพระองค์ และด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ของพระองค์ [๑๑] ข้าแต่องค์เจ้านาย โปรดเงี่ยพระกรรณฟังคำอธิษฐานของผู้รับใช้ของพระองค์ และคำอธิษฐานของบรรดาผู้รับใช้ของพระองค์ ผู้ปีติยินดีที่จะยำเกรงพระนามของพระองค์ ขอประทานความสำเร็จแก่ผู้รับใช้ของพระองค์ในวันนี้ และขอให้ได้รับความกรุณาจากพระราชา ” ขณะนั้น ข้าพเจ้าเป็นพนักงานเชิญถ้วยเสวยของพระราชา
พระองค์เองจะทรงฟื้นฟูข้าพระองค์ทั้งหลายมิใช่หรือ? เพื่อประชากรของพระองค์จะได้ยินดีในพระองค์
คนทั่วโลกจะระลึกถึง และหันกลับมาหาพระยาห์เวห์ และประชาชาติทุกตระกูล จะนมัสการเฉพาะพระพักตร์พระองค์
ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงเนรมิตสร้างใจสะอาดในข้าพระองค์ และขอทรงสร้างจิตใจหนักแน่นขึ้นใหม่ภายในข้าพระองค์
แล้วข้าพระองค์ทั้งหลายจะไม่หันไปจากพระองค์ ขอประทานชีวิตแก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย แล้วข้าพระองค์ทั้งหลายจะทูลออกพระนามพระองค์
ข้าแต่พระยาห์เวห์ ข้าพระองค์ได้ยินกิตติศัพท์ของพระองค์ ข้าแต่พระยาห์เวห์ ข้าพระองค์ยำเกรงพระราชกิจของพระองค์ ในสมัยของข้าพระองค์ ขอจงรื้อฟื้นพระราชกิจนั้นขึ้นใหม่ ในสมัยของข้าพระองค์ ขอทรงแจ้งให้ทราบทั่วกัน เมื่อกริ้ว ขอทรงระลึกถึงพระกรุณา
องค์ผู้สูงเด่นและสูงส่ง ผู้ทรงดำรงอยู่นิรันดร์ ทรงพระนามว่าบริสุทธิ์ ตรัสดังนี้ว่า “เราดำรงอยู่ในที่สูงและบริสุทธิ์ และอยู่กับผู้สำนึกผิดและมีวิญญาณจิตที่ถ่อม เพื่อฟื้นฟูวิญญาณจิตของผู้ที่ถ่อม และฟื้นฟูใจของผู้สำนึกผิด
ถ้าประชากรของเราผู้ซึ่งเขาเรียกกันโดยนามของเรานั้นจะถ่อมตัวลง อธิษฐานและแสวงหาหน้าของเรา ทั้งหันเสียจากทางชั่วของพวกเขา เราก็จะฟังจากสวรรค์ และจะให้อภัยแก่บาปของเขาและจะรักษาแผ่นดินของเขาให้หาย
พวกท่านจงเข้าใกล้พระเจ้า แล้วพระองค์จะเสด็จเข้ามาใกล้ท่าน พวกคนบาปเอ๋ย จงชำระมือให้สะอาด คนสองใจ จงชำระใจให้บริสุทธิ์
[๑๑] แล้วพระองค์ตรัสกับข้าพเจ้าว่า “บุตรมนุษย์เอ๋ย กระดูกเหล่านี้คือพงศ์พันธุ์อิสราเอลทั้งหมด ดูสิ เขาทั้งหลายกล่าวว่า ‘กระดูกของเราแห้ง และความหวังของเราก็หมดสิ้น เราถูกทำลายเสียหมด’ [๑๒] เพราะฉะนั้น จงเผยพระวจนะและกล่าวแก่พวกเขาว่า พระยาห์เวห์องค์เจ้านายตรัสดังนี้ว่า นี่แน่ะ ประชากรของเราเอ๋ย เราจะเปิดหลุมฝังศพของเจ้าทั้งหลาย และเอาเจ้าออกมาจากหลุมศพของเจ้า และจะนำเจ้ากลับมายังแผ่นดินอิสราเอล [๑๓] โอ ประชากรของเราเอ๋ย เจ้าทั้งหลายจะรู้ว่า เราคือยาห์เวห์ เมื่อเราเปิดหลุมศพของเจ้า และเอาเจ้าออกมาจากหลุมศพของเจ้า [๑๔] และเราจะใส่วิญญาณของเราไว้ในเจ้า แล้วเจ้าทั้งหลายจะมีชีวิต และเราจะวางเจ้าไว้ในแผ่นดินของเจ้า แล้วเจ้าจะรู้ว่าเราคือยาห์เวห์ได้ลั่นวาจาแล้ว และเราจะลงมือทำ” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ [๑๕] พระวจนะของพระยาห์เวห์มายังข้าพเจ้าว่า
[๑๗] ‘พระเจ้าตรัสว่า ในวาระสุดท้าย เราจะเทพระวิญญาณของเราบนมนุษย์ทั้งหมด บุตรา บุตรีของท่านทั้งหลายจะเผยพระวจนะ บรรดาคนหนุ่มของท่านจะเห็นนิมิต และบรรดาคนแก่ของท่านทั้งหลายจะฝันเห็น [๑๘] แน่ทีเดียวเวลานั้น เราจะเทพระวิญญาณของเรา บนทาสทาสีของเรา และเขาทั้งหลายจะเผยพระวจนะ
[๓] เพราะจะถึงเวลาที่คนจะทนต่อคำสอนที่ถูกต้องไม่ได้ แต่พวกเขาจะรวบรวมบรรดาอาจารย์ไว้สำหรับตน ตามความอยากของตัวเองเพื่อสนองหูที่คัน [๔] พวกเขาจะเลิกฟังความจริงและหันไปฟังนิยายต่างๆ
เพราะว่าทุกๆ สิ่งที่ปรากฏให้เห็นก็เป็นความสว่าง ดังนั้นจึงมีคำกล่าวว่า คนที่หลับอยู่ จงตื่นขึ้น และจงเป็นขึ้นจากตาย แล้วพระคริสต์จะทรงส่องสว่างแก่ท่าน
แต่พวกท่านจงแสวงหาแผ่นดินของพระเจ้า และความชอบธรรมของพระองค์ก่อน แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มเติมสิ่งทั้งปวงนี้ให้
เปโตรจึงกล่าวกับเขาทั้งหลายว่า “จงกลับใจใหม่และรับบัพติศมา ในพระนามของพระเยซูคริสต์ให้หมดทุกคน เพื่อพระเจ้าจะทรงยกความผิดบาปของท่านทั้งหลาย แล้วพวกท่านจะได้รับของประทานคือพระวิญญาณบริสุทธิ์
[๑๙] เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายจงกลับใจและหันมาหาพระเจ้า เพื่อที่ว่าความผิดบาปของพวกท่านจะได้รับการลบล้าง [๒๐] เพื่อวาระแห่งการฟื้นชื่นจะได้มาจากพระพักตร์พระเจ้า และเพื่อพระองค์จะประทานพระคริสต์ที่ทรงกำหนดไว้นั้นแก่ท่านทั้งหลายคือพระเยซู [๒๑] พระองค์นั้นจะต้องอยู่ในสวรรค์จนกว่าจะถึงวาระแห่งการฟื้นฟูสรรพสิ่ง ตามที่พระเจ้าตรัสไว้โดยปากของบรรดาผู้เผยพระวจนะบริสุทธิ์ของพระองค์ตั้งแต่กาลโบราณมา
[๒๑] “แต่ถ้าคนอธรรมคนใดหันกลับจากบาปทั้งหมดซึ่งเขาได้ทำไป และรักษากฎเกณฑ์ทั้งหมดของเรา ทั้งทำความยุติธรรมและความชอบธรรม เขาจะมีชีวิตอยู่อย่างแน่นอน เขาจะไม่ตาย [๒๒] การละเมิดทุกอย่างซึ่งเขาได้ทำแล้วนั้นจะไม่ถูกจดจำไว้เพื่อเอาโทษเขา เขาจะมีชีวิตอยู่ด้วยความชอบธรรมที่เขาได้ทำไป [๒๓] พระยาห์เวห์องค์เจ้านายตรัสว่า เราพอใจในความตายของคนอธรรมหรือ? แต่เราพอใจให้เขาหันกลับจากทางของเขาและมีชีวิตอยู่ไม่ใช่หรือ? [๒๔] แต่เมื่อคนชอบธรรมหันจากความชอบธรรมของเขา และทำบาป ทั้งทำสิ่งน่าสะอิดสะเอียนเช่นเดียวกับที่คนอธรรมได้ทำ เขาจะมีชีวิตอยู่หรือ? ความชอบธรรมซึ่งเขาได้ทำมาแล้วนั้นจะไม่ถูกจดจำไว้อีก เขาจะต้องตายเนื่องด้วยการทรยศซึ่งเขาได้ทำและบาปซึ่งเขาทำไป [๒๕] “แต่พวกเจ้ายังกล่าวว่า ‘ทางขององค์เจ้านายไม่ยุติธรรม’ โอ พงศ์พันธุ์อิสราเอลเอ๋ย จงฟังเถิด ทางของเราไม่ยุติธรรมหรือ? ทางของเจ้าไม่ใช่หรือที่ไม่ยุติธรรม? [๒๖] เมื่อคนชอบธรรมหันจากความชอบธรรมของเขาและทำบาป เขาจะต้องตายเพราะการนั้น เขาจะต้องตายเพราะบาปที่เขาทำ [๒๗] แต่เมื่อคนอธรรมหันกลับจากการอธรรมที่เขาทำไป และทำความยุติธรรมและทำความชอบธรรม เขาก็ได้ช่วยชีวิตของเขาเองไว้ [๒๘] เพราะเขาได้ตรึกตรองและหันกลับจากการล่วงละเมิดซึ่งเขาได้ทำไป เขาจะมีชีวิตอยู่อย่างแน่นอน เขาจะไม่ตาย [๒๙] แต่พงศ์พันธุ์อิสราเอลกล่าวว่า ‘ทางขององค์เจ้านายไม่ยุติธรรม’ โอ พงศ์พันธุ์อิสราเอลเอ๋ย ทางของเราไม่ยุติธรรมหรือ? ทางของเจ้าไม่ใช่หรือที่ไม่ยุติธรรม? [๓๐] “พระยาห์เวห์องค์เจ้านายตรัสว่า โอ พงศ์พันธุ์อิสราเอลเอ๋ย เพราะฉะนั้น เราจะพิพากษาเจ้าแต่ละคนตามทางของเขา จงหันกลับและหันเสียจากการล่วงละเมิดทั้งหมดของเจ้า แล้วเจ้าจะไม่สะดุดล้มเพราะความผิดบาป [๓๑] จงละทิ้งการล่วงละเมิดทั้งหมดซึ่งเจ้าได้ทำ จงทำตัวให้มีใจใหม่และวิญญาณใหม่ โอ พงศ์พันธุ์อิสราเอลเอ๋ย ทำไมเจ้าจะต้องตายเล่า? [๓๒] เราไม่มีความพอใจในความตายของผู้ใด จงหันกลับและมีชีวิตอยู่” พระยาห์เวห์องค์เจ้านายตรัสดังนี้แหละ [๓๓] “ส่วนเจ้า จงเปล่งเสียงร้องบทเพลงคร่ำครวญเรื่องเจ้านายทั้งหลายของอิสราเอล
[๑๗] พระยาห์เวห์ตรัสว่า “เรื่องอนาคตของเจ้ายังมีหวัง และพวกลูกของเจ้าจะกลับมายังประเทศของเขาเอง [๑๘] “เราได้ยินเอฟราอิมคร่ำครวญว่า ‘พระองค์ทรงตีสอนข้าพระองค์ และข้าพระองค์ก็ถูกตีสอน อย่างลูกโคที่ยังไม่เชื่อง ขอทรงนำข้าพระองค์กลับ เพื่อข้าพระองค์จะได้กลับสู่สภาพเดิม เพราะพระองค์ทรงเป็นพระยาห์เวห์พระเจ้าของข้าพระองค์ [๑๙] เพราะหลังจากที่ข้าพระองค์หันกลับ ข้าพระองค์ก็กลับใจ และหลังจากที่ข้าพระองค์รับคำสั่งสอนแล้ว ข้าพระองค์ก็ตีขาตัวเองด้วยความเสียใจอย่างยิ่ง ข้าพระองค์อับอาย และขายหน้า เพราะข้าพระองค์ต้องทนรับความเสื่อมเสีย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อยังหนุ่มอยู่นั้น’ [๒๐] เอฟราอิมเป็นบุตรชายที่รักของเรา เป็นลูกที่เราชื่นชมไม่ใช่หรือ? เพราะเราจะพูดกล่าวโทษเขาตราบใด เราก็ยังระลึกถึงเขาอยู่ตราบนั้น เพราะฉะนั้น จิตใจของเราจึงถวิลหาเขา เราจะมีความเมตตาต่อเขาแน่” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ
[๑] หลังสมัยอาบีเมเลค มีคนขึ้นมาช่วยกู้อิสราเอลชื่อโทลา บุตรของปูวาห์ ผู้เป็นบุตรของโดโด คนอิสสาคาร์ และท่านอยู่ที่เมืองชามีร์ในแดนเทือกเขาเอฟราอิม [๒] ท่านวินิจฉัยอิสราเอลอยู่ 23 ปี แล้วท่านก็สิ้นชีวิตและถูกฝังไว้ที่เมืองชามีร์ [๓] หลังจากนั้น ยาอีร์คนกิเลอาดได้ขึ้นมาวินิจฉัยอิสราเอลอยู่ 22 ปี [๔] ท่านมีบุตร 30 คนผู้ขี่ลาหนุ่ม 30 ตัว และพวกเขามีเมือง 30 เมืองในแผ่นดินกิเลอาดซึ่งพวกเขาเรียกว่า ฮาวโวทยาอีร์ จนถึงทุกวันนี้ [๕] ยาอีร์ก็สิ้นชีวิตและถูกฝังไว้ที่เมืองคาโมน [๖] คนอิสราเอลก็ทำสิ่งชั่วในสายพระเนตรพระยาห์เวห์อีก เขาทั้งหลายไปปรนนิบัติบรรดาพระบาอัลและพระอัชทาโรทพระของคนอารัม พระของไซดอน พระของโมอับ พระของคนอัมโมน พระของคนฟีลิสเตีย และเขาทั้งหลายละทิ้งพระยาห์เวห์เสีย ไม่ได้ปรนนิบัติพระองค์ [๗] และพระพิโรธของพระยาห์เวห์ก็พลุ่งขึ้นต่ออิสราเอล จึงทรงขายพวกเขาไว้ในมือของคนฟีลิสเตีย และในมือของคนอัมโมน [๘] เขาทั้งหลายได้ข่มเหงและบีบบังคับคนอิสราเอลในปีนั้น พวกเขาได้บีบบังคับคนอิสราเอลทั้งปวงที่อยู่ฟากตะวันออกของแม่น้ำจอร์แดนในกิเลอาดในแผ่นดินของคนอาโมไรต์ เป็นเวลา 18 ปี [๙] ทั้งคนอัมโมนได้ข้ามแม่น้ำจอร์แดน ไปต่อสู้กับยูดาห์ เบนยามิน และพงศ์พันธุ์เอฟราอิม ดังนั้น อิสราเอลจึงทุกข์ร้อนยิ่งนัก [๑๐] และคนอิสราเอลร้องทูลพระยาห์เวห์ว่า “ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทำบาปต่อพระองค์ เพราะได้ทอดทิ้งพระเจ้าของพวกข้าพระองค์ไปปรนนิบัติบรรดาพระบาอัล” [๑๑] แล้วพระยาห์เวห์ตรัสกับคนอิสราเอลว่า “เราได้ช่วยกู้เจ้าให้พ้นจากคนอียิปต์ จากคนอาโมไรต์ จากคนอัมโมน และจากคนฟีลิสเตียไม่ใช่หรือ? [๑๒] ทั้งคนไซดอน คนอามาเลข และคนมาโอน ได้บีบบังคับพวกเจ้า เจ้าทั้งหลายได้ร้องทุกข์ถึงเรา และเราก็ได้ช่วยพวกเจ้าให้พ้นมือเขาทั้งหลาย [๑๓] แต่เจ้าทั้งหลายยังได้ละทิ้งเราไปปรนนิบัติพระอื่นๆ ดังนั้นเราจะไม่ช่วยกู้เจ้าทั้งหลายอีกต่อไป [๑๔] จงไปร้องทูลต่อพระต่างๆ ซึ่งเจ้าทั้งหลายได้เลือกปรนนิบัตินั้นเถิด ให้พระเหล่านั้นช่วยกู้พวกเจ้าในยามทุกข์ยาก” [๑๕] และคนอิสราเอลทูลพระยาห์เวห์ว่า “ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทำบาปแล้ว ขอพระองค์ทรงทำแก่ข้าพระองค์ตามที่ทรงเห็นชอบ ข้าพระองค์ขอวิงวอนเพียงว่า ขอทรงช่วยข้าพระองค์ให้พ้นภัยในวันนี้เถิด” [๑๖] ดังนั้นเขาทั้งหลายจึงเลิกถือพระต่างด้าวและมาปรนนิบัติพระยาห์เวห์ ส่วนพระองค์ร้อนพระทัยด้วยความทุกข์เข็ญของอิสราเอล [๑๗] คนอัมโมนถูกเรียกให้รบ พวกเขาตั้งค่ายในกิเลอาด ส่วนคนอิสราเอลก็มาชุมนุมกันตั้งค่ายอยู่ที่มิสปาห์ [๑๘] และประชาชน พวกผู้นำของคนกิเลอาดพูดกันว่า “ใครเป็นคนแรกที่เข้าต่อสู้กับคนอัมโมน? คนนั้นจะเป็นหัวหน้าของชาวกิเลอาดทั้งหมด”
ฉะนั้นข้าพระองค์จึงเกลียดตนเอง และกลับใจอยู่ในผงคลีดินและขี้เถ้า”
[๑๐] นาก็ร้างเปล่า พื้นดินก็เศร้าโศก เพราะข้าวถูกทำลาย เหล้าองุ่นใหม่ก็ไม่มี น้ำมันก็ขาดมือไป [๑๑] ชาวนาทั้งหลายเอ๋ย จงระทดหดหู่ ผู้แต่งเถาองุ่นเอ๋ย จงคร่ำครวญ เนื่องด้วยข้าวสาลีและข้าวบาร์เลย์ เพราะผลผลิตจากนาก็ถูกทำลาย [๑๒] เถาองุ่นก็เหี่ยวแห้ง ต้นมะเดื่อก็เฉาไป ทั้งต้นทับทิม และต้นอินทผลัมกับต้นแอปเปิลด้วย ต้นไม้ทั้งหมดในนาก็เหี่ยวแห้งไป ความยินดีก็ห่อเหี่ยวไป จากบรรดาบุตรของมนุษย์ [๑๓] ปุโรหิตทั้งหลายเอ๋ย จงคาดผ้ากระสอบ และโอดครวญ ท่านผู้ปรนนิบัติที่แท่นบูชา จงคร่ำครวญ บรรดาผู้ปรนนิบัติพระเจ้าของข้าพเจ้า จงเข้ามาค้างคืนโดยสวมผ้ากระสอบ เพราะว่าธัญบูชาและเครื่องดื่มบูชา ได้ขาดไปจากพระนิเวศพระเจ้าของท่าน [๑๔] จงจัดพิธีอดอาหาร จงเรียกประชุมทำพิธี จงรวบรวมพวกผู้ใหญ่ และทุกคนที่อาศัยในแผ่นดิน ให้ไปยังพระนิเวศของพระยาห์เวห์พระเจ้าของท่าน และร้องทูลต่อพระยาห์เวห์ [๑๕] อนิจจา วันนั้น เพราะวันแห่งพระยาห์เวห์มาใกล้แล้ว วันนั้นจะมาเหมือนการทำลายจากองค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ [๑๖] อาหารก็ถูกเอาไปแล้ว ต่อหน้าต่อตาของเราไม่ใช่หรือ? ความร่าเริงและความยินดี ก็ถูกเอาไปจากพระนิเวศพระเจ้าของเราแล้วไม่ใช่หรือ? [๑๗] เมล็ดพืชแห้งตายอยู่ในดิน ฉางก็ร้างเปล่า ยุ้งก็พังทลาย เพราะว่าข้าวก็ม้านแล้ว [๑๘] เหล่าสัตว์เลี้ยงร้องครวญคราง ฝูงวัวก็สนเท่ห์ เพราะไม่มีทุ่งหญ้าให้พวกมัน ฝูงแพะแกะก็อ่อนระโหยด้วย [๑๙] ข้าแต่พระยาห์เวห์ ข้าพระองค์ร้องทูลต่อพระองค์ เพราะว่าไฟได้เผาผลาญ ทุ่งหญ้าแห่งถิ่นทุรกันดาร และเปลวไฟได้ไหม้ ต้นไม้ในทุ่งหมดสิ้นแล้ว [๒๐] แม้สัตว์ป่าในทุ่งก็ร้องทูลต่อพระองค์ด้วย เพราะว่าน้ำในห้วยแห้งไป และไฟก็เผาผลาญ ทุ่งหญ้าของถิ่นทุรกันดาร
[๙] ใครจะรู้ได้? พระเจ้าอาจจะทรงหันและเปลี่ยนพระทัย พระองค์อาจจะทรงหันจากพระพิโรธอันรุนแรง เพื่อเราจะไม่พินาศ” [๑๐] เมื่อพระเจ้าทอดพระเนตรการกระทำของพวกเขาที่ได้หันจากการประพฤติชั่ว พระเจ้าก็เปลี่ยนพระทัยเรื่องความหายนะที่พระองค์ตรัสว่าจะนำมาสู่พวกเขา พระองค์ไม่ทรงลงโทษเขา
เราบอกท่านทั้งหลายว่า ในทำนองเดียวกัน จะมีความชื่นชมยินดีในสวรรค์เรื่องคนบาปคนเดียวที่กลับใจใหม่ มากกว่าเรื่องคนชอบธรรมเก้าสิบเก้าคนที่ไม่ยอมกลับใจ
โดยตรัสว่า “เวลากำหนดมาถึงแล้วและแผ่นดินของพระเจ้าก็มาใกล้แล้ว จงกลับใจใหม่ และเชื่อข่าวประเสริฐ”
สารภาพบาปของพวกเขา และรับบัพติศมา จากท่านในแม่น้ำจอร์แดน
[๒๐] แล้วพระองค์ก็ทรงเริ่มติเตียนเมืองต่างๆ ที่พระองค์ได้ทรงทำการอัศจรรย์เป็นส่วนมาก เพราะพวกเขาไม่ได้กลับใจใหม่ [๒๑] “วิบัติแก่เจ้า เมืองโคราซิน วิบัติแก่เจ้า เมืองเบธไซดา ถ้าการอัศจรรย์ต่างๆ ซึ่งทำท่ามกลางเจ้าทั้งหลาย ทำในเมืองไทระและเมืองไซดอน คนในเมืองทั้งสองคงได้นุ่งห่มผ้ากระสอบ นั่งบนขี้เถ้ากลับใจใหม่นานแล้ว [๒๒] แต่เราบอกพวกเจ้าว่า ในวันพิพากษานั้น โทษเมืองไทระและเมืองไซดอน จะเบากว่าโทษของพวกเจ้า [๒๓] ส่วนเจ้า เมืองคาเปอรนาอุม เจ้าจะถูกยกขึ้นเทียมฟ้าหรือ? เปล่าเลย เจ้าจะต้องลงไปถึงแดนคนตายต่างหาก เพราะการอัศจรรย์ต่างๆ ซึ่งทำในท่ามกลางเจ้านั้น ถ้าทำในเมืองโสโดม เมืองนั้นคงได้ตั้งอยู่จนทุกวันนี้ [๒๔] แต่เราบอกเจ้าว่าในวันพิพากษา โทษเมืองโสโดมจะเบากว่าโทษของเจ้า ”
เพราะถึงเวลาแล้ว ที่การพิพากษาจะเริ่มต้นที่ครอบครัวของพระเจ้า และถ้าเริ่มต้นที่พวกเราก่อน ปลายทางของคนเหล่านั้น ที่ไม่เชื่อฟังข่าวประเสริฐของพระเจ้าจะเป็นอย่างไร?
และหลังจากพวกท่านทนทุกข์ชั่วเวลาหนึ่งแล้ว พระเจ้าแห่งพระคุณทั้งสิ้น ผู้ได้ทรงเรียกให้พวกท่านเข้าในศักดิ์ศรีนิรันดร์ของพระองค์ในพระ[เยซู] คริสต์ พระองค์เองก็จะทรงฟื้นฟู จะทรงค้ำจุนให้มั่นคง จะทรงเสริมเรี่ยวแรง และจะทรงให้พวกท่านตั้งมั่นอยู่
ขอให้ตาใจของพวกท่านสว่างขึ้น เพื่อจะได้รู้ว่าพระองค์ประทานความหวังอะไรแก่ท่านในการทรงเรียกพวกท่านนั้น และรู้ว่ามรดกที่มีศักดิ์ศรีของพระองค์สำหรับพวกธรรมิกชนนั้นบริบูรณ์เพียงไร
อีกสองวันพระองค์จะทรงให้เราฟื้น พอถึงวันที่สามจะทรงยกเราขึ้น เพื่อเราจะดำรงอยู่เฉพาะพระพักตร์พระองค์
พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า “ในเวลาโปรดปราน เราได้ตอบเจ้าแล้ว ในวันแห่งความรอดเราได้ช่วยเจ้า เราได้ดูแลเจ้า และมอบเจ้าไว้ ให้เป็นพันธสัญญาของชนชาติ เพื่อฟื้นฟูแผ่นดิน เพื่อแบ่งที่ร้างเปล่าให้เป็นมรดก
เสียงบันเทิงและเสียงรื่นเริง เสียงเจ้าบ่าวและเสียงเจ้าสาว และเสียงบรรดาคนเหล่านั้นที่กล่าวว่า ‘จงขอบพระคุณพระยาห์เวห์จอมทัพ เพราะพระยาห์เวห์ประเสริฐ เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงอยู่เป็นนิตย์’ ขณะที่นำเครื่องบูชาขอบพระคุณมายังพระนิเวศของพระยาห์เวห์ เพราะเราจะให้แผ่นดินนั้นกลับสู่สภาพเดิม” พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้แหละ
ขอทรงคืนความชื่นบานในความรอดของพระองค์แก่ข้าพระองค์ และทำให้ข้าพระองค์เชื่อฟังด้วยความเต็มใจ
พระองค์ผู้ทรงทำให้ข้าพระองค์ประสบความทุกข์ยากลำบากเป็นอันมาก จะทรงชุบชีวิตข้าพระองค์ขึ้นมาอีก จากที่ลึกของโลก พระองค์จะทรงนำข้าพระองค์ขึ้นมาอีก
เพราะฉะนั้น เราจึงถูกฝังไว้กับพระองค์แล้ว โดยการรับบัพติศมาเข้าในการตายนั้น เพื่อว่าเมื่อพระบิดาทรงให้พระคริสต์เป็นขึ้นมาจากตายโดยพระสิริของพระองค์แล้ว เราก็จะได้ดำเนินตามชีวิตใหม่ด้วยเหมือนกัน
[๒๐] ไฉนพระองค์ทรงลืมพวกข้าพระองค์เสียเป็นนิตย์? ไฉนทรงทอดทิ้งพวกข้าพระองค์เสียนานดังนี้? [๒๑] ข้าแต่พระยาห์เวห์ ขอทรงช่วยพวกข้าพระองค์ให้กลับสู่พระองค์เถิด แล้วพวกข้าพระองค์จะกลับสู่พระองค์ ขอทรงฟื้นวันเวลาของข้าพระองค์ให้เหมือนดังก่อน
[๕] “นี่แน่ะ เราจะส่งเอลียาห์ผู้เผยพระวจนะ มายังเจ้าก่อนวันแห่งพระยาห์เวห์ คือวันที่ใหญ่ยิ่งและน่าสะพรึงกลัวจะมาถึง [๖] และท่านผู้นั้นจะทำให้จิตใจของพ่อหันไปหาลูก และจิตใจของลูกหันไปหาพ่อ ไม่อย่างนั้น เราจะมาโจมตีแผ่นดินนั้นด้วยคำสาปแช่ง ”
[๑๗] ขอพระหัตถ์ของพระองค์อยู่เหนือคนที่อยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระองค์ เหนือมนุษย์ที่พระองค์ทรงทำให้แข็งแรงเพื่อพระองค์เอง [๑๘] แล้วข้าพระองค์ทั้งหลายจะไม่หันไปจากพระองค์ ขอประทานชีวิตแก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย แล้วข้าพระองค์ทั้งหลายจะทูลออกพระนามพระองค์ [๑๙] ข้าแต่พระยาห์เวห์พระเจ้าจอมทัพ ขอทรงช่วยข้าพระองค์ทั้งหลายให้กลับสู่สภาพดี ขอพระพักตร์ของพระองค์ทอแสง เพื่อข้าพระองค์ทั้งหลายจะรอด
Thai Bible (THS) 2011
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ ฉบับมาตรฐาน