๑ โครินธ์ ๖:๑๘ จงหลีกหนีจากการผิดศีลธรรมทางเพศ บาปอื่นทั้งปวงที่มนุษย์ทำล้วนเป็นบาปนอกกายของตน แต่คนที่ทำบาปทางเพศก็ทำบาปต่อร่างกายของตนเอง
อพยพ ๒๐:๑๔ “อย่าล่วงประเวณี
ฮีบรู ๑๓:๔ จงให้การแต่งงานเป็นที่นับถือสำหรับคนทั้งปวงและรักษาเตียงสมรสให้บริสุทธิ์ เพราะพระเจ้าจะทรงพิพากษาโทษคนล่วงประเวณีและคนทั้งปวงที่ผิดศีลธรรมทางเพศ
ยากอบ ๔:๑๗ ดังนั้นแล้วผู้ใดรู้ว่าอะไรเป็นสิ่งดีที่ควรทำแต่ไม่ทำก็บาป
เยเรมีย์ ๑๓:๒๗ คือการล่วงประเวณี ความมักมากในกาม การขายเนื้อขายตัวอย่างไร้ยางอายของเจ้า! เราได้เห็นความประพฤติอันน่าเดียดฉันท์ของเจ้า บนภูเขาทั้งหลายและตามท้องทุ่งต่างๆ วิบัติแก่เจ้า เยรูซาเล็มเอ๋ย! เจ้าจะแปดเปื้อนมลทินไปอีกนานสักเท่าใดหนอ?”
๑ ยอห์น ๑:๙ ถ้าเราสารภาพบาปของเรา พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรมจะทรงอภัยบาปของเราและชำระเราให้พ้นจากความอธรรมทั้งสิ้น
ลูกา ๑๖:๑๘ “ผู้ใดหย่าภรรยาและไปแต่งงานกับหญิงอื่นก็ล่วงประเวณี และผู้ชายที่แต่งงานกับหญิงที่หย่ากับสามีก็ล่วงประเวณี”
มัทธิว ๑๙:๙ เราบอกท่านว่าผู้ใดหย่าภรรยาของตนด้วยเหตุอื่นๆ ยกเว้นการผิดศีลธรรมทางเพศ แล้วไปแต่งงานกับหญิงอื่น ชายผู้นั้นก็ล่วงประเวณี”
สุภาษิต ๖:๓๒ แต่ชายที่ล่วงประเวณีเป็นคนไม่รู้จักคิด ผู้ที่ทำเช่นนั้นก็ทำลายตนเอง
โรม ๗:๒-๓ [๒] ตัวอย่างเช่น ตามบทบัญญัติผู้หญิงที่แต่งงานแล้วย่อมมีข้อผูกมัดกับสามีของนางตราบเท่าที่เขายังมีชีวิตอยู่ แต่ถ้าสามีของนางตายไป นางก็พ้นจากกฎของการสมรสนี้ [๓] ดังนั้นถ้านางไปแต่งงานกับชายอื่นขณะที่สามี ของนางยังมีชีวิตอยู่ นางก็ได้ชื่อว่าเป็นหญิงล่วงประเวณี แต่ถ้าสามีของนางตายไป นางก็พ้นจากกฎนั้น แม้นางไปแต่งงานกับชายอื่นก็ไม่เป็นการล่วงประเวณี
มาระโก ๑๐:๑๑-๑๒ [๑๑] พระองค์ทรงตอบว่า “ผู้ใดหย่าภรรยาแล้วไปแต่งงานกับหญิงอื่นก็ล่วงประเวณีต่อนาง [๑๒] และหากนางหย่าจากสามีแล้วไปแต่งงานกับชายอื่นนางก็ล่วงประเวณี”
มัทธิว ๕:๒๗-๓๒ [๒๗] “ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่า ‘อย่าล่วงประเวณี’ [๒๘] แต่เราบอกท่านว่าผู้ใดมองดูผู้หญิงด้วยใจกำหนัดก็ได้ล่วงประเวณีกับนางในใจของเขาแล้ว [๒๙] หากตาข้างขวาของท่านเป็นเหตุให้ทำบาป จงควักทิ้งเสีย ถึงจะเสียอวัยวะส่วนหนึ่งไปก็ยังดีกว่าทั้งตัวต้องตกนรก [๓๐] และถ้ามือขวาของท่านเป็นเหตุให้ทำบาปก็จงตัดทิ้งเสีย ถึงจะเสียอวัยวะส่วนหนึ่งไปก็ยังดีกว่าทั้งตัวต้องตกนรก [๓๑] “มีคำกล่าวไว้ว่า ‘ผู้ใดหย่าภรรยาของตนต้องเขียนหนังสือหย่าให้นาง’ [๓๒] แต่เราบอกท่านว่าชายใดหย่าขาดจากภรรยาของตนด้วยเหตุอื่นนอกเหนือจากการผิดศีลธรรมทางเพศ ย่อมเป็นเหตุให้นางกลายเป็นคนล่วงประเวณี และผู้ใดแต่งงานกับผู้หญิงที่ถูกหย่าร้างเช่นนั้นก็ล่วงประเวณีด้วย
๑ โครินธ์ ๖:๙-๑๖ [๙] ท่านไม่รู้หรือว่าคนชั่วจะไม่มีส่วนในอาณาจักรของพระเจ้า? อย่าหลงผิดเลย ไม่ว่าคนผิดศีลธรรมทางเพศ หรือคนกราบไหว้รูปเคารพ หรือคนคบชู้ หรือผู้ชายขายตัว หรือคนรักร่วมเพศ [๑๐] หรือขโมย หรือคนโลภ หรือคนขี้เมา หรือคนชอบนินทาว่าร้าย หรือคนฉ้อฉล จะไม่มีส่วนในอาณาจักรของพระเจ้า [๑๑] และพวกท่านบางคนเคยเป็นเช่นนั้น แต่ท่านได้รับการล้าง ได้รับการชำระให้บริสุทธิ์ และได้ถูกนับเป็นผู้ชอบธรรมในพระนามพระเยซูคริสต์เจ้าและโดยพระวิญญาณของพระเจ้าของเรา [๑๒] “ข้าพเจ้าได้รับอนุญาตให้ทำทุกสิ่งได้” แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งจะเป็นประโยชน์ “ข้าพเจ้าได้รับอนุญาตให้ทำทุกสิ่งได้” แต่ข้าพเจ้าจะไม่ยอมให้สิ่งใดมาเป็นนาย [๑๓] “อาหารมีไว้สำหรับท้อง และท้องมีไว้สำหรับอาหาร” แต่พระเจ้าจะทรงทำลายทั้งสองสิ่ง ร่างกายไม่ได้มีไว้เพื่อการผิดศีลธรรมทางเพศ แต่มีเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และองค์พระผู้เป็นเจ้ามีเพื่อกายนั้น [๑๔] โดยฤทธิ์อำนาจของพระองค์ พระเจ้าทรงให้องค์พระผู้เป็นเจ้าเป็นขึ้นจากตาย และพระองค์จะทรงให้เราทั้งหลายเป็นขึ้นใหม่ด้วย [๑๕] พวกท่านไม่รู้หรือว่าร่างกายของท่านเป็นส่วนหนึ่งในพระกายของพระคริสต์? เช่นนี้แล้วควรหรือที่ข้าพเจ้าจะนำร่างกายไปรวมเป็นหนึ่งเดียวกับโสเภณี? ไม่เป็นเช่นนั้นแน่! [๑๖] ท่านไม่รู้หรือว่าผู้ที่ไปหลับนอนกับโสเภณีก็เป็นหนึ่งเดียวกับหญิงนั้นทางร่างกาย? เพราะมีคำกล่าวไว้ว่า “ทั้งสองจะเป็นเนื้อเดียวกัน”
ลูกา ๑๘:๑๘-๒๐ [๑๘] ขุนนางคนหนึ่งทูลถามพระองค์ว่า “ท่านอาจารย์ผู้ประเสริฐ ข้าพเจ้าจะต้องทำอะไรบ้างจึงจะได้ชีวิตนิรันดร์?” [๑๙] พระเยซูตรัสตอบว่า “ทำไมท่านจึงบอกว่าเราประเสริฐ? นอกจากพระเจ้าแล้ว ไม่มีใครอื่นที่ประเสริฐ [๒๐] ท่านก็รู้บทบัญญัติที่ว่า ‘อย่าล่วงประเวณี อย่าฆ่าคน อย่าลักขโมย อย่าเป็นพยานเท็จ จงให้เกียรติบิดามารดาของเจ้า’ ”
๑ เธสะโลนิกา ๔:๓-๕ [๓] พระเจ้าทรงประสงค์ให้ท่านได้รับการชำระให้บริสุทธิ์คือ ให้ท่านหลีกห่างจากการผิดศีลธรรมทางเพศ [๔] ให้ท่านแต่ละคนรู้จักควบคุมร่างกายของตน ในทางที่บริสุทธิ์น่านับถือ [๕] ไม่ใช่มัวเมาในราคะตัณหาเหมือนคนนอกศาสนาซึ่งไม่รู้จักพระเจ้า
มาระโก ๗:๒๐-๒๓ [๒๐] เพราะที่ออกมาจากภายในจากใจคนเราคือ ความคิดชั่ว การผิดศีลธรรมทางเพศ การลักขโมย การเข่นฆ่า การล่วงประเวณี [๒๑] ความโลภ การมุ่งร้าย การฉ้อฉล ราคะตัณหา ความอิจฉา การนินทาว่าร้าย ความหยิ่งจองหอง ความโฉดเขลา [๒๒] สารพัดความชั่วนี้มาจากภายในและทำให้มนุษย์ ‘เป็นมลทิน’ ” [๒๓] จากที่นั่นพระเยซูเสด็จเข้าสู่เขตเมืองไทระ ทรงเข้าไปในบ้านหลังหนึ่งและไม่ประสงค์ให้ใครรู้แต่ก็ปิดไว้ไม่อยู่
มัทธิว ๑๕:๑๗-๒๐ [๑๗] ไม่เห็นหรือว่าสิ่งใดๆ ที่เข้าไปในปากมนุษย์ก็ลงท้องแล้วออกจากร่างกาย? [๑๘] แต่สิ่งที่ออกมาจากปากนั้นออกมาจากใจ และสิ่งเหล่านี้ทำให้มนุษย์ ‘เป็นมลทิน’ [๑๙] เพราะความคิดชั่ว การเข่นฆ่า การล่วงประเวณี การผิดศีลธรรมทางเพศ การลักขโมย การเป็นพยานเท็จ การนินทาว่าร้าย ล้วนออกมาจากจิตใจ [๒๐] สิ่งเหล่านี้ทำให้มนุษย์ ‘เป็นมลทิน’ ส่วนการรับประทานอาหารโดยไม่ได้ล้างมือไม่ได้ทำให้ ‘เป็นมลทิน’ ”
สุภาษิต ๕:๑๘-๒๓ [๑๘] จงให้ธารน้ำพุของเจ้าได้รับพร จงปีติยินดีในภรรยาคู่ชีวิตที่ได้มาในวัยหนุ่ม [๑๙] ดั่งนางกวางที่น่ารัก เลียงผาที่น่าชม จงให้อ้อมอกของนางเป็นที่หนำใจเจ้าเสมอ จงหลงใหลในความรักของนางตลอดไป [๒๐] ลูกเอ๋ย เหตุใดเจ้าจึงไปหลงใหลภรรยาของชายอื่น? เหตุใดเจ้าจึงไปซบอกหญิงแพศยา? [๒๑] เพราะว่าทางทั้งสิ้นของมนุษย์อยู่ในสายพระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงพิเคราะห์ดูทุกวิถีของเขา [๒๒] คนชั่วติดกับเพราะบาปของตน และบาปนั้นก็เป็นบ่วงรัดเขาไว้แน่น [๒๓] เขาจะตายเพราะขาดวินัย และหลงเตลิดไปเพราะความโง่มหันต์ของตน
ยอห์น ๘:๔-๑๑ [๔] แล้วทูลพระเยซูว่า “ท่านอาจารย์ หญิงผู้นี้ถูกจับขณะล่วงประเวณี [๕] ในหนังสือบทบัญญัติโมเสสสั่งให้เราเอาหินขว้างหญิงที่ทำอย่างนี้ ท่านจะว่าอย่างไร?” [๖] เขาใช้คำถามนี้เป็นกับดักเพื่อหาเหตุกล่าวโทษพระองค์ แต่พระเยซูทรงโน้มพระกายลงและทรงใช้นิ้วพระหัตถ์เขียนที่พื้น [๗] เมื่อพวกเขายังถามไม่หยุด พระองค์ก็ทรงยืดพระกายขึ้นแล้วตรัสกับพวกเขาว่า “ถ้าผู้ใดในพวกท่านไม่มีบาป ให้ผู้นั้นเอาหินขว้างนางเป็นคนแรก” [๘] แล้วทรงโน้มพระกายลงเขียนที่พื้นอีก [๙] ถึงตรงนี้พวกที่ได้ยินก็ทยอยออกไปทีละคน เริ่มจากคนเฒ่าคนแก่จนเหลือแต่พระเยซูกับหญิงคนนั้นซึ่งยังคงยืนอยู่ [๑๐] พระเยซูก็ทรงยืดพระกายขึ้นตรัสถามว่า “หญิงเอ๋ย พวกเขาไปไหนกันหมด? ไม่มีใครเอาโทษเจ้าเลยหรือ?” [๑๑] นางทูลว่า “ไม่มีเลย พระเจ้าข้า” พระเยซูประกาศว่า “เราก็ไม่เอาโทษเจ้าเช่นกัน บัดนี้จงไปเถิด และจงทิ้งวิถีชีวิตที่ผิดบาปของเจ้า”
สุภาษิต ๖:๒๐-๓๕ [๒๐] ลูกเอ๋ย จงรักษาคำสั่งของพ่อเจ้า และอย่าละเลยคำสอนของแม่เจ้า [๒๑] จงตรึงมันไว้ในดวงใจเสมอ จงผูกมันไว้รอบคอของเจ้า [๒๒] ยามเจ้าเดิน คำสอนนั้นจะช่วยชี้นำ ยามเจ้าหลับ มันจะคอยดูแล ครั้นยามเจ้าตื่น มันจะพูดกับเจ้า [๒๓] เพราะคำสั่งนี้เป็นดวงประทีป คำสอนนี้เป็นความสว่าง การอบรมบ่มนิสัย เป็นทางแห่งชีวิต [๒๔] เพื่อคุ้มครองเจ้าให้พ้นจากภรรยาของเพื่อนบ้าน และคำออดอ้อนของหญิงแพศยา [๒๕] อย่ากระสันถึงความงามของนาง อย่าตกเป็นทาสดวงตาหยาดเยิ้มของนาง [๒๖] เพราะหญิงโสเภณีก็แลกได้ด้วยอาหารจานหนึ่ง แต่ภรรยาของชายอื่นออกล่าเอาชีวิตอันล้ำค่าของเจ้า [๒๗] เป็นไปได้หรือที่คนเราจะเล่นกับไฟ โดยที่เสื้อผ้าของเขาไม่ถูกไฟไหม้? [๒๘] เป็นไปได้หรือที่คนเราจะเดินย่ำถ่านร้อนๆ โดยที่เท้าไม่ถูกไฟลวก? [๒๙] ชายที่ไปนอนกับภรรยาของผู้อื่นก็เป็นเช่นนั้นแหละ ไม่มีใครที่แตะต้องนางแล้วจะลอยนวลพ้นโทษไปได้ [๓๐] ผู้คนยังสงสารขโมย ที่ลักทรัพย์เพราะความหิวโหย [๓๑] แต่ถ้าเขาถูกจับได้ ก็จะถูกปรับถึงเจ็ดเท่า แม้ว่าอาจจะต้องถึงกับขายของทุกอย่างในบ้านเพื่อชดใช้ [๓๒] แต่ชายที่ล่วงประเวณีเป็นคนไม่รู้จักคิด ผู้ที่ทำเช่นนั้นก็ทำลายตนเอง [๓๓] ผลที่จะได้รับคือรอยแผลและความอัปยศ เป็นความอับอายขายหน้าตลอดกาล [๓๔] เพราะความหึงหวงจะทวีความโกรธแค้นของสามีของหญิงนั้น และเมื่อถึงคราวแก้แค้น เขาจะไม่ปรานีเลย [๓๕] เขาจะไม่ยอมรับค่าชดใช้ใดๆ ไม่ว่าสินบนจะมากมายสักเท่าใด เขาก็จะไม่ยอมเป็นอันขาด
สุภาษิต ๕:๓-๒๒ [๓] เพราะริมฝีปากของหญิงแพศยาหวานปานน้ำผึ้ง และคำพูดของนางก็ลื่นยิ่งกว่าน้ำมัน [๔] แต่ท้ายที่สุด นางขมยิ่งกว่าบอระเพ็ด คมยิ่งกว่าดาบสองคม [๕] เท้าของนางนำไปสู่ความตาย ย่างก้าวของนางตรงดิ่งไปยังหลุมฝังศพ [๖] นางไม่สนใจทางแห่งชีวิต วิถีของนางวกวนไร้จุดหมาย แต่นางไม่รู้เลย [๗] ลูกทั้งหลายเอ๋ย บัดนี้จงฟังเรา และอย่าหันหนีจากถ้อยคำของเรา [๘] จงให้วิถีของเจ้าห่างไกลจากนาง อย่าเฉียดกรายไปใกล้ประตูบ้านของนาง [๙] เกรงว่าเจ้าจะสูญเสียเกียรติให้แก่คนอื่น และให้ศักดิ์ศรี ของเจ้าแก่คนโหดร้าย [๑๐] เกรงว่าคนแปลกหน้าจะมาเสวยสุขอยู่บนทรัพย์สินความสามารถของเจ้า และน้ำพักน้ำแรงของเจ้าจะตกแก่บ้านของคนอื่น [๑๑] ในบั้นปลายชีวิต เจ้าจะร้องโอดครวญ เมื่อกำลังและร่างกายของเจ้าถูกกัดกินจนเสื่อมโทรมไป [๑๒] เจ้าจะกล่าวว่า “เราเคยเกลียดการตีสั่งสอนยิ่งนัก! และไม่แยแสคำตักเตือน! [๑๓] เราไม่ยอมเชื่อฟังครูอาจารย์ หรือรับฟังผู้สั่งสอนของเรา [๑๔] เราจวนเจียนจะถลำสู่หายนะ ต่อหน้าสาธารณชน” [๑๕] จงดื่มน้ำจากบ่อเก็บของเจ้า น้ำที่ไหลจากบ่อของเจ้าเอง [๑๖] ควรหรือที่จะให้น้ำพุของเจ้าไหลล้นออกไปตามถนน หรือให้ธารน้ำของเจ้าไหลไปยังย่านชุมชน? [๑๗] จงให้มันเป็นของเจ้าแต่ผู้เดียว ไม่ใช่แบ่งปันกับคนแปลกหน้า [๑๘] จงให้ธารน้ำพุของเจ้าได้รับพร จงปีติยินดีในภรรยาคู่ชีวิตที่ได้มาในวัยหนุ่ม [๑๙] ดั่งนางกวางที่น่ารัก เลียงผาที่น่าชม จงให้อ้อมอกของนางเป็นที่หนำใจเจ้าเสมอ จงหลงใหลในความรักของนางตลอดไป [๒๐] ลูกเอ๋ย เหตุใดเจ้าจึงไปหลงใหลภรรยาของชายอื่น? เหตุใดเจ้าจึงไปซบอกหญิงแพศยา? [๒๑] เพราะว่าทางทั้งสิ้นของมนุษย์อยู่ในสายพระเนตรขององค์พระผู้เป็นเจ้า พระองค์ทรงพิเคราะห์ดูทุกวิถีของเขา [๒๒] คนชั่วติดกับเพราะบาปของตน และบาปนั้นก็เป็นบ่วงรัดเขาไว้แน่น
๑ โครินธ์ ๗:๑-๔๐ [๑] ส่วนเรื่องที่ท่านเขียนมานั้น เป็นการดีที่ผู้ชายจะไม่แต่งงาน [๒] แต่เพราะมีการผิดศีลธรรมเกิดขึ้นอย่างมาก ผู้ชายแต่ละคนก็ควรมีภรรยาของตนเอง และผู้หญิงแต่ละคนก็ควรมีสามีของตนเอง [๓] สามีควรทำหน้าที่สามีต่อภรรยาของตนอย่างสมบูรณ์ และเช่นกันภรรยาก็ควรทำหน้าที่ภรรยาต่อสามีของตนอย่างสมบูรณ์ด้วย [๔] ร่างกายของภรรยาไม่ได้เป็นของนางคนเดียว แต่เป็นของสามีด้วย ในทำนองเดียวกันร่างกายของสามีไม่ได้เป็นของเขาคนเดียว แต่เป็นของภรรยาด้วย [๕] อย่าปฏิเสธการอยู่ร่วมกัน เว้นแต่เห็นพ้องกันเป็นการชั่วคราวเพื่ออุทิศตนในการอธิษฐาน จากนั้นจึงมาอยู่ร่วมกันอีก เพื่อซาตานจะไม่ล่อลวงท่านให้ทำผิดเนื่องจากขาดการควบคุมตนเอง [๖] ข้าพเจ้ากล่าวเช่นนี้ในเชิงอนุญาต ไม่ใช่คำสั่ง [๗] ข้าพเจ้าปรารถนาให้ทุกคนเป็นเหมือนข้าพเจ้า แต่ของประทานที่แต่ละคนได้รับจากพระเจ้านั้นต่างกัน คนหนึ่งมีของประทานนี้ อีกคนหนึ่งมีของประทานนั้น [๘] สำหรับคนโสดและผู้ที่เป็นม่าย ข้าพเจ้าขอบอกว่าเป็นการดีแล้วที่จะไม่แต่งงานเหมือนกับข้าพเจ้า [๙] แต่ถ้าพวกเขาไม่สามารถควบคุมตนเองได้ พวกเขาก็ควรแต่งงานเพราะแต่งงานไปก็ยังดีกว่าถูกเผาเร่าร้อนด้วยราคะ [๑๐] สำหรับคนที่แต่งงานแล้ว ข้าพเจ้าขอสั่ง (ไม่ใช่ข้าพเจ้าสั่งเอง องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงบัญชาไว้) ว่าภรรยาอย่าแยกจากสามีของนาง [๑๑] แต่ถ้านางทำเช่นนั้น นางต้องไม่แต่งงานอีก หรือไม่ก็ต้องกลับมาคืนดีกับสามีของนาง และสามีอย่าได้หย่าร้างภรรยาของตนเลย [๑๒] สำหรับคนอื่นๆ นอกจากนี้ ข้าพเจ้าขอบอกว่า (ไม่ใช่องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัส) หากพี่น้องคนใดมีภรรยาที่ไม่ใช่ผู้เชื่อ และนางเต็มใจจะอยู่กับสามี เขาต้องไม่หย่าร้างกับนาง [๑๓] และหากฝ่ายหญิงมีสามีที่ไม่ใช่ผู้เชื่อและเขาเต็มใจจะอยู่กับนาง นางจะต้องไม่หย่าร้างจากเขา [๑๔] เพราะสามีที่ไม่เชื่อได้รับการทรงชำระให้บริสุทธิ์แล้วผ่านทางภรรยา และภรรยาที่ไม่เชื่อได้รับการทรงชำระให้บริสุทธิ์แล้วผ่านทางสามีที่เชื่อ มิฉะนั้นลูกๆ จะเป็นมลทิน แต่นี่พวกเขาบริสุทธิ์ [๑๕] แต่ถ้าฝ่ายที่ไม่เชื่อแยกตัวไป ก็ปล่อยเขาไปเถิด ในกรณีเช่นนั้นฝ่ายที่เชื่อทั้งชายและหญิงจะไม่ถูกผูกมัด พระเจ้าทรงเรียกเราให้อยู่อย่างสงบสุข [๑๖] ท่านผู้เป็นภรรยาจะรู้ได้อย่างไรว่าจะช่วยให้สามีรอดได้หรือไม่? หรือท่านผู้เป็นสามีจะรู้ได้อย่างไรว่าจะช่วยให้ภรรยารอดได้หรือไม่? [๑๗] อย่างไรก็ตามแต่ละคนควรจะคงสถานภาพที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงมอบหมายและที่พระเจ้าได้ทรงเรียกเขา นี่เป็นกฎที่ข้าพเจ้าวางไว้ในคริสตจักรทั้งปวง [๑๘] ถ้าชายคนใดได้รับการทรงเรียกเมื่อเขาเข้าสุหนัตแล้ว เขาก็ไม่ควรลบล้างการเข้าสุหนัต ถ้าชายคนใดได้รับการทรงเรียกเมื่อเขายังไม่ได้เข้าสุหนัต เขาก็ไม่ควรเข้าสุหนัต [๑๙] ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่เข้าสุหนัตหรือไม่เข้าสุหนัต แต่อยู่ที่การรักษาพระบัญชาของพระเจ้า [๒๐] แต่ละคนควรจะคงสถานะที่เขาอยู่เมื่อพระเจ้าทรงเรียก [๒๑] ถ้าท่านได้รับการทรงเรียกเมื่อท่านเป็นทาสอยู่ ก็อย่าให้สิ่งนี้รบกวนท่าน แต่ถ้าท่านสามารถไถ่ตัวเป็นอิสระได้ก็จงทำเถิด [๒๒] เพราะผู้ที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเรียกเมื่อเขายังเป็นทาสอยู่ก็เป็นเสรีชนขององค์พระผู้เป็นเจ้า ในทำนองเดียวกันคนที่เป็นไทขณะที่ได้รับการทรงเรียกก็เป็นทาสของพระคริสต์ [๒๓] พระองค์ทรงซื้อท่านในราคาสูง อย่าเป็นทาสของมนุษย์เลย [๒๔] พี่น้องทั้งหลาย ในเมื่อแต่ละคนต้องรับผิดชอบต่อพระเจ้า เขาก็ควรคงอยู่ในสถานะที่พระเจ้าได้ทรงเรียก [๒๕] เกี่ยวกับผู้ที่เป็นพรหมจารีนั้น ข้าพเจ้าไม่ได้รับพระบัญชาจากองค์พระผู้เป็นเจ้า แต่ขอวินิจฉัยในฐานะของผู้ซึ่งได้รับพระเมตตาของพระเจ้าให้เป็นผู้ที่ไว้ใจได้ [๒๖] เนื่องจากวิกฤติการณ์ในปัจจุบัน ข้าพเจ้าคิดว่าเป็นการดีที่ท่านจะคงอยู่อย่างที่เป็นอยู่ [๒๗] ท่านแต่งงานแล้วหรือ? ก็อย่าหาทางหย่าร้างเลย ท่านยังไม่ได้แต่งงานหรือ? ก็อย่าเสาะหาภรรยาเลย [๒๘] แต่ถ้าท่านจะแต่งงานก็ไม่บาป และถ้าหญิงพรหมจารีจะแต่งงานก็ไม่บาป แต่คนที่แต่งงานแล้วจะเผชิญความยุ่งยากหลายอย่างในชีวิตนี้ และข้าพเจ้าประสงค์จะให้ท่านพ้นจากสิ่งนี้ [๒๙] พี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าหมายความว่าเวลาก็เหลือน้อยแล้ว ตั้งแต่นี้ไปคนที่มีภรรยาแล้วควรดำเนินชีวิตเสมือนไม่มี [๓๐] ผู้ที่ทุกข์โศกเสมือนไม่ได้ทุกข์โศก ผู้ที่มีความสุขเสมือนไม่มีความสุข ผู้ที่ซื้อเสมือนไม่ได้เป็นเจ้าของ [๓๑] ผู้ที่ใช้สิ่งต่างๆ ของโลกเสมือนไม่ได้ใช้อย่างเต็มที่ เพราะโลกนี้อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันกำลังจะผ่านพ้นไป [๓๒] ข้าพเจ้าอยากให้ท่านพ้นจากความพะวักพะวน คนที่ไม่แต่งงานก็สาละวนอยู่กับการงานขององค์พระผู้เป็นเจ้า มุ่งให้องค์พระผู้เป็นเจ้าพอพระทัย [๓๓] ส่วนคนที่แต่งงานแล้วก็สาละวนอยู่กับเรื่องของโลกนี้ มุ่งให้ภรรยาพอใจ [๓๔] และความสนใจของเขาก็แบ่งเป็นสองฝักสองฝ่าย ส่วนหญิงที่ไม่แต่งงานหรือสาวพรหมจารีก็สาละวนอยู่กับการงานขององค์พระผู้เป็นเจ้า มุ่งที่จะอุทิศตนแด่องค์พระผู้เป็นเจ้าทั้งกายและจิตวิญญาณ ส่วนหญิงที่แต่งงานแล้วก็สาละวนอยู่กับการงานของโลกนี้ มุ่งให้สามีพอใจ [๓๕] ข้าพเจ้ากล่าวเช่นนี้เพื่อเป็นผลดีแก่ท่านเอง ไม่ใช่เพื่อควบคุมจำกัดท่าน แต่เพื่อท่านจะได้ดำเนินชีวิตในทางที่ถูกต้อง ด้วยการอุทิศตนเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าโดยปราศจากใจสองฝักสองฝ่าย [๓๖] หากผู้ใดคิดว่าตนปฏิบัติต่อคู่หมั้นสาวพรหมจารีอย่างไม่เหมาะสม และถ้านางอายุมากขึ้นทุกที และเขารู้สึกว่าตนเองควรแต่งงาน เขาก็ควรทำตามที่ต้องการ เขาไม่ได้ทำอะไรผิดบาป พวกเขาควรจะแต่งงานกัน [๓๗] แต่ชายผู้ที่ตั้งใจแน่วแน่ไม่ถูกผลักดัน แต่ควบคุมความตั้งใจของตนเองได้และตัดสินใจที่จะไม่แต่งงาน เขาก็ทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว [๓๘] ดังนั้นแล้วคนที่แต่งงานกับคู่หมั้นสาวพรหมจารีก็ทำถูก แต่คนที่ไม่แต่งงานก็ทำดียิ่งกว่า [๓๙] ตราบใดที่สามียังมีชีวิตอยู่ ภรรยาต้องอยู่กับสามี แต่หากสามีตาย นางจะแต่งงานกับใครก็ได้ตามใจปรารถนา แต่ต้องเป็นผู้ที่เชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้า [๔๐] ตามความเห็นของข้าพเจ้า นางอยู่คนเดียวจะเป็นสุขกว่า และข้าพเจ้าคิดว่าพระวิญญาณของพระเจ้าทรงอยู่กับข้าพเจ้าด้วยในการกล่าวเช่นนี้